Montfort College Primary Section
LABOR OMNIA VINCIT
  TH | ENG | china website CN
 
 
 
 
หน้าแรก
ข้อมูลโรงเรียน
นักเรียนและผู้ปกครอง
- Homework Online
- Student Dashboard
- คอมพิวเตอร์ช่วงชั้นที่ 1
- คอมพิวเตอร์ช่วงชั้นที่ 2
- วิดีโอ/สื่อออนไลน์
- e-Learning 2556
- Yes! Genius
ผลงานนักเรียน MAC
วันสำคัญและสาระน่ารุ้
- ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- รายการอาหารนักเรียน
- Downloads
- Rosetta Stone[EP]
ครูและบุคลากร
ประกาศรับสมัครบุคลากร
ติดต่อเรา
              ตารางเรียนปีการศึกษา 2560
Teacher Staff
Go to web mail school service.
VTR เพลงประจำโรงเรียน
เพลงประจำโรงเรียน
                   คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
สาระน่ารู้ และ วันสำคัญ / กิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติวันแม่แห่งชาติ ปี 2560

กิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติ 85 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9

    

 

ชื่อพันธุ์ไม้ : อินทนิล
ชื่ออื่นๆ : ตะแบกอินเดีย ฉ่องมู ซอง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) บาเอ (ปัตตานี) บางอบะซา (ยะลา นราธิวาส มาเลเซีย) อินทนิล (ภาคกลาง ภาคใต้) ตะแบกดำ (กรุงเทพฯ)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lagerstroemia speciosa Pers.
ชื่อวงศ์ : LYTHRACEAE

 

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

 

ไม้ต้น สูง 5-20 เมตร ผลัดใบแต่ผลิใบใหม่เร็ว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นคู่หรือเยื้องกันเล็กน้อย รูปขอบขนานแกมรูปไข่ กว้าง 6-10 เซนติเมตร ยาว 12-26 เซนติเมตร โคนใบมนปลายใบแหลม ดอกสีชมพูถึงม่วง ออกเป็นช่อยาวถึง 30 เซนติเมตร ดอกบานเต็มที่กว้าง 10 เซนติเมตร กลีบรองดอกรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 6 แฉก มีสันนูนตามยาว กลีบดอกมี 6 กลีบ รูปช้อนปลายแผ่ โคนกลีบเป็นก้านเรียว แผ่นกลีบเป็นริ้วคลื่น มีเกสรผู้จำนวนมากตรงกลางดอก ยอดเกสรสีเหลือง ผลเป็นผลแห้ง รูปกระสวยป่องกลาง ผิวแข็ง เกลี้ยง ยาว 2-2.5 เซนติเมตร เมื่อแก่แตกเป็น 6 แฉก เมล็ดขนาดเล็ก มีปีกบางโค้งทางด้านบนหนึ่งปีก

 

อินทนิล อยู่ในสกุล Lagerstroemia ตั้งให้เป็นอนุสรณ์แก่ Magnus Lagerstroem พ่อค้าชาวสวีเดน ที่ได้พันธุ์ไม้นี้ไปจากแถบเอเซีย ไม้ต้นนี้มีชื่อพ้องว่า L.flos-reginae คือ Flower of the Queen แปลว่าดอกไม้แห่งราชินี   เป็นการยกย่องความงามของดอกไม้นี้อย่างสูง

 

การกระจายพันธุ์
           พบขึ้นกระจายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามที่ราบลุ่มและริมน้ำในป่าเบญจพรรณชื้น และชายป่า  ดงดิบ ออกดอกช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม

 

ประโยชน์       
          
มีรูปทรงและให้ดอกสวยงาม ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ชาวพื้นบ้านใช้ใบอ่อนตากแดดแล้วชงเป็นชาแก้เบาหวานและลดความอ้วน

 

ที่มา http://rmutp-president1-2.rmutp.ac.th/?page_id=1741  และ  https://th.wikipedia.org/wiki

 

    

 

ชื่อพันธุ์ไม้ : แคนา
ชื่ออื่นๆ : แคป่า แคขาว แคเค็ตถวา(เชียงใหม่) แคทราย(นครราชสีมา) แคแน แคฝอย(ภาคเหนือ) แคภูฮ่อ(ลำปาง) แคยอดดำ(สุราษฎร์ธานี) แคยาว แคอาว(ปราจีนบุรี)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dolichandrone serrulata (DC.) Seem.
ชื่อวงศ์ : Bignoniaceae

 

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

 

ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงได้ถึง 10-20 เมตร ผลัดใบ เปลือกลำต้นสีน้ำตาลอ่อนอมเทา อาจมีจุดดำประ       ผิวเรียบ หรือล่อนเป็นเกล็ดขนาดเล็ก ลำต้นเปลาตรง มักแตกกิ่งต่ำ ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ปลายคี่ ออกตรงข้าม 3-5 คู่ รูปไข่แกมขอบขนาน ปลายแหลม โคนใบเบี้ยว กว้าง 2.5-7 เซนติเมตร ยาว 6-16 เซนติเมตร ขอบใบหยักแบบซี่ฟันตื้นๆ ผิวใบด้านล่างมีขนสั้นประปรายบนก้านใบ ก้านใบย่อยยาว 7-10 มิลลิเมตร ดอกเป็นดอกช่อแบบช่อกระจะสั้น ดอกใหญ่ รูปแตร สีขาว ออกตามปลายกิ่ง ยาว 2-3 เซนติเมตร ก้านดอกยาว 1.8-4 เซนติเมตร แต่ละช่อมี 2-10 ดอก บานทีละดอก กลิ่นหอม บานตอนกลางคืน รุ่งเช้าร่วง กลีบเลี้ยงหนาและเหนียว ปลายเรียวเล็กโค้งยาว 3-4 เซนติเมตร จะหุ้มดอกตูมมิด เชื่อมติดกันเป็นหลอดโค้งปลายแหลม เมื่อดอกบานจึงมีรอยแตกทางด้านล่าง มีลักษณะเป็นกาบหุ้มกลีบดอก ติดกันเป็นท่อ ปลายขยายออกเป็นรูประฆัง และแยกออกเป็น 5 แฉก กลีบดอกเชื่อมติดกัน ยาว 16-18 เซนติเมตร หลอดกลีบดอกยาว 13-14 เซนติเมตร ส่วนโคนแคบคล้ายหลอด สีเขียวอ่อน ส่วนบนบานออกคล้ายกรวยสีขาวแกมชมพู แฉกกลีบดอกมี 5 กลีบ รูปไข่ ยาว 3-4 เซนติเมตร ขอบกลีบย่น เป็นคลื่น ดอกสีขาว ดอกตูมสีเขียวอ่อนๆ โคนกลีบมีสีน้ำตาลปน เกสรเพศผู้ 4 อัน ติดอยู่ที่ด้านในของท่อกลีบดอก ปลายแยกมีขนาดสั้น 2 อัน ยาว 2 อัน และมีเกสรเพศผู้ที่เป็นหมัน 1 อัน รูปร่างเป็นเส้นเรียวเล็กรูปเส้นด้าย ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร อับเรณูยาวประมาณ 1 เซนติเมตร สีเทาดำ จานฐานดอกรูปเบาะ เป็นพูตื้นๆ เกสรเพศเมีย 1 อัน ผลเป็นฝัก ช่อละ 3-4 ฝัก แบน รูปขอบขนาน โค้ง บิดเป็นเกลียว ยาว 40-60 เซนติเมตร พบตามป่า ทุ่ง ไร่ นา ป่าเบญจพรรณออกดอกช่วงเดือน มีนาคมถึงมิถุนายน กลีบดอกบานใช้ต้มจิ้มน้ำพริก หรือแกงส้ม

 

สรรพคุณ   
         ตำรายาไทยใช้ราก มีรสหวานเย็น แก้เสมหะและลม บำรุงโลหิต เปลือกต้น มีรสหวานเย็น แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ใช้กับสตรีหลังคลอด ใบ มีรสเย็น ใช้ตำพอกแผล หรือต้มน้ำบ้วนปาก ดอก มีรสหวานเย็น ใช้ขับเสมหะ โลหิต และลม ขับผายลม เมล็ด รสหวานเย็น แก้อาการปวดประสาท แก้โรคชัก

ที่มา http://www.phargarden.com

 

 

 

  

 

ชื่อพันธุ์ไม้ : มะขามป้อม
ชื่อสามัญ : Indian Gooseberry
ชื่ออื่นๆ : กันโตด (จันทบุรี, เขมร), กำทวด (ราชบุรี), มั่งลู่, สันยาส่า (แม่ฮ่องสอน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Phyllanthus emblica L.
ชื่อวงศ์ :             Euphorbiaceae

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 8-20 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดโปร่ง ลำต้นคดงอ เปลือกนอกสีน้ำตาลอมเทา ผิวเรียบหรือค่อนข้างเรียบ หลุดลอกเป็นแผ่นกว้าง ๆ  เปลือกชั้นในสีน้ำตาลแดง ปลายกิ่งมักลู่ลง ใบเดี่ยว เรียงสลับระนาบเดียว ลักษณะคล้ายใบแบบขนนก มักเรียงตัวหนาแน่นตามกิ่งก้าน ส่วนตามลำต้น และกิ่งก้านใหญ่ ๆ มักไม่มี ใบอ่อนมีขนละเอียดมักจะมีแต้มสีแดง ใบแก่ไม่มีขน ใบมีขนาดเล็ก รูปแถบแกมรูปขอบขนาน กว้าง 2-3 มิลลิเมตร ยาว 0.8-1.2 เซนติเมตร ปลายมน โคนรูปหัวใจเบี้ยว ขอบเรียบ แผ่นใบบางคล้ายกระดาษ เส้นแขนงใบ ข้างละ 4-6 เส้น เส้นใบย่อยแบบร่างแห เห็นชัดเจนทางด้านบน ก้านใบยาว 0.4-0.8 มิลลิเมตร หูใบรูปสามเหลี่ยมขนาดเล็ก ยาวไม่เกิน 1 มิลลิเมตร ดอกขนาดเล็กแยกเพศติดตามกิ่งก้าน บริเวณโคนกิ่งจะเป็นกระจุกของดอกเพศผู้ ส่วนบนมีดอกเพศเมียออกเดี่ยว ๆ บางครั้งอาจมีดอกเพศผู้ร่วมอยู่ด้วยเล็กน้อย ดอกเล็ก ๆ สีเขียวอ่อนหรือเหลืองออกครีม อาจพบแต้มสีชมพู ออกเป็นกระจุกตามซอกใบ แต่ละกระจุกมีดอกเพศผู้หลายดอก ดอกเพศเมีย 1 หรือ 2 ดอก ดอกเพศผู้มีกลีบเลี้ยง 6 กลีบ เรียงซ้อนกัน 2 วง รูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ หรือรูปช้อน กว้างประมาณ 1 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 1.5 มิลลิเมตร ก้านดอกตัวผู้ยาว 2.5 มิลลิเมตร ไม่มีกลีบดอก เกสรเพศผู้ 3 อัน เชื่อมกันเป็นแกนสั้น ๆ ต่อมที่จานฐานดอก 6 อัน รูปกระบอง ก้านดอกย่อยยาว 1.5-3.5 มิลลิเมตร ดอกเพศเมียมีกลีบเลี้ยง 6 กลีบ รูปขอบขนาน หรือรูปช้อน กว้างประมาณ 1 มิลลิเมตร ยาว 1.8-2.5 มิลลิเมตร เชื่อมกันที่ฐาน จานฐานดอก รูปวงแหวน ก้านดอกย่อยยาว 0.5-0.6 มิลลิเมตร รังไข่อยู่เหนือวงกลีบเกลี้ยง มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีออวุล 2 เมล็ด ก้านเกสรเพศเมียยาว 1-1.5 มิลลิเมตร   ก้านเกสรตัวเมียเชื่อมกัน ปลายแยกออก รังไข่ฝังตัวครึ่งหนึ่งในหมอนรองดอกที่มีระบาย ผลผนังชั้นใน แข็ง รูปกลม เกลี้ยง เส้นผ่านศูนย์กลาง 2-3 เซนติเมตร ที่ผิวมีรอยแยกตามยาวแบ่งเป็น 6 ซีก ผลไม่มีก้าน ผลแก่สีเขียวอมเหลือง ผิวใส ชุ่มน้ำ มีรสเปรี้ยวและฝาด ชั้นหุ้มเมล็ดแข็ง 3 หน่วย แต่ละหน่วยหุ้ม 2 เมล็ด  พบตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าสนผสมก่อ ความสูงตั้งแต่ใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึงประมาณ 1,500 เมตร ออกดอกและเป็นผลระหว่าง เดือน มกราคม-สิงหาคม

ที่มา http://www.phargarden.com

 

  

 

 

ชื่อพันธุ์ไม้ : ขี้เหล็ก
ชื่อสามัญ : Cassod tree, Siamese senna, Thai copperpod, Siamese cassia
ชื่ออื่นๆ : ขี้เหล็กแก่น (ราชบุรี), ขี้เหล็กบ้าน (ลำปาง,สุราษฎร์ธานี), ผักจี้ลี้ แมะขี้แหละพะโด (แม่ฮ่องสอน), ยะหา (ปัตตานี), ขี้เหล็กใหญ่ (ภาคกลาง), ขี้เหล็กหลวง (ภาคเหนือ), ขี้เหล็กจิหรี่ (ภาคใต้)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia siamea (Lamk.) Irwin et Barneby
ชื่อวงศ์ :             Fabaceae (Leguminosae)

 

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

 

ไม้ขี้เหล็กเป็นไม้ที่มีขนาดปานกลาง จนถึงขนาดใหญ่ มีใบเขียวตลอดปี ผลัดใบ แต่ผลิใบใหม่ไว เมื่อโตเต็มที่จะมีความสูงประมาณ 8-15 เมตร ระบบรากแผ่กระจาย ลำต้นลักษณะไม่ตรงเปลา เปลือกบาง เรียบมีสีเทาปนสีน้ำตาล หรือเขียวปนเทา เมื่อแก่เปลือกนอกอาจมีสีดำและแตกเป็นเกล็ดตามบริเวณโคน ต้นขี้เหล็กมีกิ่งก้านสาขามาก แตกออกรอบลำต้นทุกทิศทาง เรือนยอดแผ่ขยายเป็นพุ่ม ยอดอ่อนและใบอ่อนออกสีแดงเรื่อ ๆ กิ่งอ่อนเกลี้ยง

 

ใบ  เป็นช่อแบบขนนก ช่อติดเรียงสลับ ช่อยาวประมาณ 30 เซนติเมตร แต่ละช่อมีใบย่อยรูปขอบขนานแคบ ๆ กว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3.5 เซนติเมตร รูปทรงของใบทั้งหมดเป็นรูปรีหรือรูปไข่ ก้านใบยาว 10-20 เซนติเมตร มีใบย่อย 7-10 คู่ ก้านใบย่อยยึดติดกับก้านใบใหญ่เป็นคู่ ๆ ออกตรงข้าม ใบอ่อนมีขนสั้น ๆ เมื่อใบแก่มากๆ ขนนี้จะหายไป ใบย่อยที่อยู่ปลายสุดของช่อจะเป็นใบเดี่ยว ๆ เนื้อใบเนียนค่อนข้างบาง สีเขียวเข้มเป็นมัน ไม่มีขน โคนใบสอบแคบเข้าเล็กน้อย ปลายใบมนหรือหยักเว้าเข้าเล็กน้อย ขอบใบเรียบ

 

ดอก  สีเหลือง ออกรวมกันเป็นช่อใหญ่ ๆ ตามปลายกิ่ง ช่อดอกยาวถึง 30 เซนติเมตร ก้านช่อย่อยมักติดสลับเวียนกัน กลุ่มที่อยู่ทางโคนช่อใหญ่จะมีก้านช่อยาวกว่ากลุ่มดอกจะไปรวมกันตามบริเวณปลายช่อย่อย แต่ละกลุ่มมีมากกว่า 10 ดอก กลีบฐานดอกมี 
3-4 กลีบ กลีบจะงุ้มเป็นรูปช้อน แต่ละกลีบไม่ติดกัน กลีบดอกมี 5 กลีบ โคนกลีบสอบเข้าเล็กน้อย กลีบเป็นอิสระและจะงุ้มเข้าเป็นรูปช้อน หลุดร่วงไว ดอกที่บานเต็มที่มีขนาดวัดผ่าศูนย์กลางประมาณ 3-4 เซนติเมตร ดอกจะออกตามปลายกิ่งเป็นกลุ่มตามความยาวของกิ่ง ดอกในกลุ่มเดียวกันจะบานไม่พร้อมกัน โดยจะบานจากดอกที่อยู่โคนช่อไปสู่ปลายช่อ เกสรตัวผู้มี 10 อัน รังไข่รูปรี ๆ มีขนประปราย ไข่อ่อนมีมาก

 

ผล  มีลักษณะเป็นฝักแบน ๆ กว้างประมาณ 1.5 เซนติเมตร และยาวถึงประมาณ 30 เซนติเมตร มีสีน้ำตาล และฝักโค้งเล็กน้อย แต่ละฝักมีเมล็ด 20-30 เมล็ดเรียงตัวตามขวาง

 

ลักษณะเนื้อไม้ สีน้ำตาลแก่ บางคราวแก่เกือบดำ มีลายเป็นเส้นสีแก่หรืออ่อนกว่าสีพื้น เสี้ยนตรง เนื้อค่อนข้างหยาบ แข็ง เหนียว หนักมาก ทนทาน เลื่อยไสกบ ตบแต่ง ค่อนข้างยาก ขัดชักเงาได้ดี มีความถ่วงจำเพาะประมาณ 1.18 ความทนทานตามธรรมชาติ เฉลี่ยประมาณ 9.5 ปี

ที่มา http://www.dnp.go.th/Pattani_botany

 

   

 

ชื่อพันธุ์ไม้ : เหลืองปรีดียาธร
ชื่อสามัญ : Silver Trumpet Tree, Tree of Gold
ชื่ออื่นๆ : ตาเบเหลือง, ตะเบเหลือง, ตาเบบูย่าเหลือง, เหลืองสิรินธร
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Roseodendron donnell-smithii (Ros.) Miranda
ชื่อวงศ์ : Bignoniaceae

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

เหลืองปรีดียาธรเป็นไม้ยืนต้น ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือที่มี 5 ใบย่อย เรียงตัวแบบตรงข้ามสลับตั้งฉาก ใบรูปรี ขอบใบเรียบ มีช่อดอกแบบช่อกระจุก สมบูรณ์เพศ สมมาตรด้านข้าง กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เชื่อมติดกันปลาย แยกเป็นแฉก กลีบดอก 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง สีเหลือง ปลายกลีบแยกเป็นรูปปากเปิด ส่วนที่อยู่ด้านบนมี 2 กลีบ เกสรเพศผู้มี 4 อัน เป็นแบบ 2 คู่ยาวไม่เท่ากัน เกสรเพศเมีย 1 อัน ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็น 2 แฉก รังไข่เหนือวงกลีบ ผลแห้งแตก เป็นฝัก สีเทามีเส้นสีดำตามแนวยาว เมล็ดมีปีก สีขาว จำนวนมาก ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม

ประโยชน์
ปลูกประดับสวน เป็นกลุ่มหรือต้นเดียว ในสนามหรือมุมอาคาร ดอกและใบสวยงาม เหมาะกับสวนธรรมชาติ

อัตราการเจริญเติบโต: ปานกลาง

ดิน: ดินร่วนระบายน้ำดี

น้ำ: ปานกลาง ทนแล้งได้ดี

แสงแดด: เต็มวัน

ขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด

โรคและแมลงศัตรูพืช: เปลือกแตกและผุตามธรรมชาติ ต้องพ่นยากันรา

การใช้งานและอื่นๆ: ปลูกประดับสวนทั้งแบบต้นเดียว เป็นกลุ่ม ในสนามหรือมุมอาคาร เหมาะกับสวนธรรมชาติ ระยะปลูกเพื่อการจัดสวน ถี่ 3-5 เมตร ห่าง 6-8 เมตร

ที่มา http://www.satitm.chula.ac.th  http://book.baanlaesuan.com

 

 

 

 

ชื่อพันธุ์ไม้ : สัก
ชื่อสามัญ : Teak
ชื่ออื่นๆ : ปีฮี ปีฮือ เป้อยี (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), ปายี้ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี), เส่บายี้ (กะเหรี่ยง-กำแพงเพชร), เคาะเยียโอ (ละว้า-เชียงใหม่)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tectona grandis L.f.
ชื่อวงศ์ : LAMIACEAE หรือ LABIATAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

          ต้นสัก มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย พม่า ลาว และไทย (สวนที่ติดภาคเหนือของไทย) โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดใหญ่ ที่มีความสูงของต้นตั้งแต่ 20 เมตรขึ้นไป และอาจสูงได้ถึง 30 เมตร มีลำต้นเปลาตรง เรือนยอดเป็นทรงพุ่มกลมค่อนข้างทึบ เปลือกต้นหนาเป็นเทา หรือสีน้ำตาลอ่อนแกมเทา เปลือกต้นเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็ก ๆ ตามความยาวของลำต้น พอต้นแก่โคนต้นจะเป็นร่องและมีพูพอนขึ้นบ้างเล็กน้อย ตามกิ่งอ่อนเป็นรูปเหลี่ยม ตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนสีเหลือง ส่วนลักษณะของเนื้อไม้จะเป็นสีน้ำตาลทอง (เรียกว่า “สักทอง”) ถึงสีน้ำตาลแก่ และมักมีเส้นสีน้ำตาลแก่แทรกอยู่ (เรียกว่า “สักทองลายดำ”) เนื้อไม้สักเป็นเสี้ยนตรง เนื้อหยาบ มีความแข็งปานกลาง เลื่อยไสกบตกแต่งได้ง่าย และไม่ค่อยยืดหดหรือบิดงอง่ายเหมือนไม้ชนิดอื่น ขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ดและแบบไม่อาศัยเมล็ด (การติดตา, การปักชำ, เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ) ชอบขึ้นตามพื้นที่ทีเป็นภูเขา หรือตามพื้นราบที่มีดินระบายน้ำได้ดี และน้ำไม่ท่วมขัง หรืออาจจะเป็นดินร่วนปนทรายหรือดินที่มีความลึกมาก ๆ (โดยเฉพาะดินที่เกิดจากหินปูน ที่แตกแยกผุพังจนกลายเป็นดินร่วนลึก) ต้นสักจะเจริญเติบโตได้ดีมาก โดยมักจะขึ้นเป็นกลุ่ม ๆ หรืออาจขึ้นปะปนกับไม้เบญจพรรณอื่น ๆ

ใบ : เป็นใบเดี่ยวใหญ่มาก ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ปลายใบแหลมโคนมน ยาว 25-30 เซนติเมตร กว้างเกือบเท่ายาว ใบของต้นอ่อนจะใหญ่กว่า นี้มาก ผิวใบขนสากคายสีเขียวเข้ม ขยี้ใบสดจะมีสีแดงเหมือนเลือด มีการสลัดใบทิ้งเมื่อถึงฤดูหนาว

ดอก : มีขนาดเล็ก สีขาวนวลออกเป็นช่อตาม ปลายกิ่ง ออกดอกและเป็นผลเดือน มิถุนายน - ตุลาคม

ผล : เป็นผลแห้งค่อนข้างกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร เปลือกแข็ง ภายในมี 1-3 เมล็ด

ที่มา https://medthai.com  https://th.wikipedia.org

 

 

 

ชื่อพันธุ์ไม้ : ทองกวาว
ชื่อสามัญ : Bastard Teak, Bengal Kino, Flame of the Forest
ชื่ออื่นๆ : กวาว ก๋าว (ภาคเหนือ), จอมทอง (ภาคใต้), จ้า (เขมร), ทองธรรมชาติ ทองพรหมชาติ ทองต้น (ภาคกลาง), ดอกจาน (อิสาน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Butea monosperma (Lam.)Taubert
ชื่อวงศ์ : LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 5–15 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ ลำต้นแตกกิ่งต่ำคดงอ เปลือกนอกสีเทาถึง สีเทาคล้ำค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นร่องตื้น ๆ เปลือกในสีแดง สับเปลือกทิ้งไว้จะมีน้ำยางใส ๆ ไหลออกมาทิ้งไว้สักพักจะกลายเป็นสีแดง

ใบ ใบประกอบแบบขนนก ปลายคี่ เรียงเวียนสลับ ใบย่อยมี 3 ใบ เรียงตรงข้าม ใบย่อยที่ปลายเป็นรูปมนเกือบกลม   ใบย่อยด้านข้างรูปไข่เบี้ยว กว้าง 8-15 เซนติเมตร ยาว 9-17 เซนติเมตร ปลายใบมน โคนใบสอบ แผ่นใบหนา หลังใบเกลี้ยง ท้องใบมีขนสาก เส้นแขนงใบข้างละ 5-7 เส้น ก้านใบย่อยยาว 3-5 มิลลิเมตร

ดอก ออกเป็นช่อแบบไม่แตกแขนง ตามกิ่งก้านและปลายกิ่ง ช่อดอกยาว 2-15 เซนติเมตร ก้านช่อดอกมีขนสีน้าตาล ก้านช่อดอกยาว 3-4 เซนติเมตร กลีบรองกลีบดอกเชื่อมกันเป็นรูปบาตรยาว 1.3 เซนติเมตร ส่วนบนแยกออกเป็นกลีบสั้น ๆ   5 กลีบ มีขนสีน้ำตาลดำปกคลุมตลอดกลีบดอกยาว 7 เซนติเมตร มี 5 กลีบ ขนาดไม่เท่ากันคล้ายดอกถั่ว กลีบด้านล่างรูปเรือแยกเป็นอิสระดอกบานเต็มที่กว้างประมาณ 6 เซนติเมตร ดอกมีทั้งสีแสดและสีเหลืองสด ดอกสีเหลืองพบที่เชียงราย เชียงใหม่ อุบลราชธานี สุรินทร์

ผล ผลเป็นฝักแบนรูปบรรทัดกว้าง 3.5 เซนติเมตร ยาว 1.5 เซนติเมตร ผลแก่สีน้ำตาลอมเหลืองมีขนอ่อนนุ่มสีขาวเป็นมัน มีเมล็ดเดียวตรงปลายฝัก

ประโยชน์
ดอก ต้มดื่มเป็นยาแก้ปวด ถอนพิษไข้ ขับปัสสาวะ

ฝัก ต้มเอาน้ำเป็นยาขับพยาธิ
ยาง แก้ท้องร่วง
เปลือก มีงานวิจัยพบว่า สารสกัดจากเปลือก ช่วยเพิ่มขนาดหน้าอกให้ใหญ่ขึ้น แต่จะลดจำนวนอสุจิ
เมล็ด บดผสมมะนาว ทาบริเวณผื่นคัน
ใบ ต้มกับน้ำ แก้ปวด ขับพยาธิ ท้องขึ้น ริดสีดวงทวาร
ราก ต้มรักษาโรคประสาท บำรุงธาตุ




ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki   http://www.baanmaha.com


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :

ความเป็นมาของวันแม่แห่งชาติในประเทศไทย วันแม่แห่งชาติ
ทำไมจึงใช้ดอกมะลิเป็นดอกไม้ประจำวันแม่
กิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติวันแม่แห่งชาติ ปี 2560
พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา
พระราชกรณียกิจ ด้านสาธารณสุขและสังคมสงเคราะห์
พระราชกรณียกิจด้านศาสนา
พระราชภารกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องเล่าของ พลเอกณพล บุณทับ รองสมุหราชองครักษ์
คำขวัญวันแม่
เพลง มงฟอร์ตโรงเรียนที่เรารัก
เพลง สรรเสริญพระบารมี
เพลง สุดดีมหาราช
เพลง ค่าน้ำนม
เพลง ใครหนอ
เพลง อิ่มอุ่น
เพลง แม่ของคนไทย
เพลง แม่ของแผ่นดิน

 
 
หน้าแรก | SWIS | e-office | Homework online | Webmail School

โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย แผนกประถม
269 ต. ช้างคลาน อ. เมือง จ. เชียงใหม่ 50100
โทร. 053 - 252565 แฟกซ์ 053 - 274640 ติดต่อสอบถาม : [email protected]