Montfort College Primary Section
LABOR OMNIA VINCIT
  TH | ENG | china website CN
 
 
 
 
หน้าแรก
ข้อมูลโรงเรียน
นักเรียนและผู้ปกครอง
- Homework Online
- Student Dashboard
- คอมพิวเตอร์ช่วงชั้นที่ 1
- คอมพิวเตอร์ช่วงชั้นที่ 2
- วิดีโอ/สื่อออนไลน์
- e-Learning 2556
- Yes! Genius
ผลงานนักเรียน MAC
วันสำคัญและสาระน่ารุ้
- ภูมิปัญญาท้องถิ่น
- รายการอาหารนักเรียน
- Downloads
- Rosetta Stone[EP]
ครูและบุคลากร
ประกาศรับสมัครบุคลากร
ติดต่อเรา
             ลงทะเบียนกิจกรรมชมรม ป.4-6
             ปีการศึกษา 2562
                แผนผังการจราจร
              ตารางเรียนปีการศึกษา 2562
               Teacher & Staff
               School Webmail
               VTR เพลงประจำโรงเรียน
               เพลงประจำโรงเรียน
                   คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
สาระน่ารู้ และ วันสำคัญ / กิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติวันแม่แห่งชาติ ปี 2561

 

ชื่อพันธุ์ไม้ : จำปา(Champak)

     

 

ชื่อพันธุ์ไม้ : จำปา (Champak)
ชื่ออื่นๆ : จำปาเขา จำปาทอง (นครศรีธรรมราช), จำปาป่า (สุราษฎร์ธานี), จุมปา จุ๋มป๋า (ภาคเหนือ), จำปากอ (มลายู-ภาคใต้), มณฑาดอย
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Michelia champaca L. ชื่อวงศ์ : MAGNOLIACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
     จำปาเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นสูงประมาณ 20 ฟุต มีสีน้ำตาลปนขาวเล็กน้อย กิ่งเปราะ ใบสีเขียวใหญ่เป็นมัน ดอกเริ่มแย้มจะมีกลิ่นหอมในช่วงพลบค่ำ ออกดอกเกือบตลอดปี แต่จะมีดอกมากในช่วงฤดูฝน ปลูกนานกว่า 3 ปี จึงจะออกดอก จำปาเป็นไม้กลางแจ้ง ต้องการน้ำปานกลาง ไม่ชอบที่น้ำขังจะทำให้ตายได้ ดินที่ใช้ปลูกควรเป็นดินร่วน โปร่ง อุดมสมบูรณ์ และจำปาเป็นไม้ที่มีประโยชน์ทางด้านสมุนไพร

ลักษณะใบ
     เป็นใบเดี่ยว รูปรีแกมขอบขนานกว้าง 4-10 เซนติเมตร ยาว 10-25 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ เนื้อใบบาง ใบอ่อนมีขน ใบแก่เกลี้ยง เส้นใบ 16-20 คู่ ก้านใบยาว 2-4 เซนติเมตร โคนก้านใบป่อง

ลักษณะดอก
     เป็นดอกเดี่ยวสีเหลืองอมส้ม ออกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกตั้งขึ้น ดอกตูมรูปกระสวย มีแผ่นสีเขียวคลุมอยู่ และจะหลุดไปเมื่อดอกบาน กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีลักษณะเหมือนกัน มีจำนวน 12-15 กลีบ แต่ละกลีบรูปยาวรีแกมรูปหอกกว้าง 1-1.5 เซนติเมตร ยาว 4-4.5 เซนติเมตร กลิ่นหอมแรง ดอกเริ่มแย้มและส่งกลิ่นหอมยามพลบค่ำ ในเช้าวันต่อมากลีบดอกจะกางออกจากกัน และร่วงหล่นในช่วงเวลาเย็น ออกดอกเกือบตลอดปี แต่จะมีมากช่วงต้นฤดูฝน

ลักษณะผล
     เป็นกลุ่ม ยาว 6-9 เซนติเมตร ผลย่อยค่อนข้างกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ติดผลได้ดี มีหลายเมล็ด เปลือกหุ้มเมล็ดสีแดง เมล็ดแก่ในช่วงฤดูแล้ง

สรรพคุณ
     ใบ รสเฝื่อนขม แก้เส้นประสาทพิการ แก้โรคลำไส้ใหญ่อักเสบ รักษาริดสีดวงทวาร, ผล รสขม แก้เท้าแตก น้ำมันจากเมล็ดทาหน้าท้องแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ, ราก รสเฝื่อนขม เป็นยาถ่ายพยาธิ ขับประจำเดือน พอกให้ฝีแตก ระงับอาการอักเสบ, เนื้อไม้ รสเฝื่อนขม บำรุงโลหิต, เปลือกต้น รสฝาดเฝื่อนขม แก้คอแห้ง แก้ไข้ บำรุงหัวใจ ขับเสมหะ แก้โรคเรื้อน, กระพี้ รสเฝื่อนขม ถอนพิษผิดสำแดง น้ำมันหอมระเหย สกัดจากดอก รสหอมเย็น ใช้ทาแก้ปวดศีรษะ แก้ตาอักเสบ แก้โรคปวดบวมที่ข้อ แก้อาการบวม, ยาง รสเฝื่อนเมา กรีดยางนำมาทำเป็นยาแก้ริดสีดวงพลวก

ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki และ https://prayod.com

 

 

ชื่อพันธุ์ไม้ : มะขาม(Tamarind)

 

  


ชื่อพันธุ์ไม้ : มะขาม (Tamarind)
ชื่ออื่นๆ : ส่ามอเกล (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), หมากแกง (ฉาน-แม่ฮ่องสอน), มะขาม, มะขามไทย (ภาคกลาง), ตะลูบ(นครศรีธรรมราช), อำเปียล (สุรินทร์), มะขามกะดาน, มะขามขี้แมว
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tamarindus indica Linn. ชื่อวงศ์ : CAESALPINIACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
     มะขาม เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่แตกกิ่งก้านสาขามากไม่มีหนาม เปลือกต้นขรุขระและหนา สีน้ำตาลอ่อน ใบเป็นใบประกอบ ใบเล็กออกตามกิ่งก้านใบเป็นคู่ ใบย่อยเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบและโคนใบมน ประกอบ ด้วยใบย่อย 10–15 คู่แต่ละใบย่อยมีขนาดเล็ก กว้าง 2–5 มิลลิเมตร ยาว 1–2 เซนติเมตร ออกรวมกันเป็นช่อยาว 2–16 เซนติเมตร ดอก ออกตามปลายกิ่ง ดอกมีขนาดเล็กกลีบดอกสีเหลืองและมีจุดประสีแดง/ม่วงแดงอยู่กลางดอก ผล เป็นฝักยาว รูปร่างยาวหรือโค้ง ยาว 3-20 เซนติเมตร ฝักอ่อนมีเปลือกสีเขียวอมเทา สีน้ำตาลเกรียม เนื้อในติดกับเปลือก เมื่อแก่ฝักเปลี่ยนเป็นเปลือกแข็งกรอบหักง่าย สีน้ำตาลเนื้อในกลายเป็นสีน้ำตาลหุ้มเมล็ด เนื้อมีรสเปรี้ยว หรือหวาน ซึ่งฝักหนึ่ง ๆ จะมี/หุ้มเมล็ด 3–12 เมล็ด เมล็ดแก่จะแบนเป็นมันและมีสีน้ำตาล

ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้น ขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่แตกกิ่งก้านสาขาตรงส่วนยอดของต้น และแข็งแรงมาก ลำต้นมีความสูงประมาณ 60 ฟุต เปลือกมีสีน้ำตาลอ่อน และแตกสะเก็ดเป็นร่องเล็ก

ใบ : เป็นไม้ใบรวม จะออกใบเป็นคู่ ๆ เรียงกันตามก้านใบ ก้านหนึ่งมีใบอยู่ประมาณ 10-18 คู่ ลักษณะของใบย่อย เป็นรูปขอบขนาน ปลายใบและโคนใบมน มีสีเขียวแก่

ดอก : ดอกออกเป็นช่อเล็ก ๆ อยู่ตามบริเวณปลายกิ่ง ช่อหนึ่งจะมีดอกประมาณ 10-15 ดอก ดอกจะเล็กมีกลีบเป็นสีเหลือง และมีจุดประสีแดงอยู่ตรงกลางดอก ดอกจะออกในช่วงฤดูฝน ดอกมีรสเปรี้ยว

ผล : เมื่อดอกร่วงแล้วก็จะติดผล ซึ่งผลนี้จะมีอยู่ 2 ชนิด คือ ชนิดฝักกลมเล็กยาว ซึ่งเรียกว่ามะขามขี้แมว และอีกชนิดหนึ่งฝักใหญ่แบน และโค้ง มีรสเปรี้ยว เรียกว่า มะขามกะดาน เปลือกนอกเปราะเป็นสีเทาอมน้ำตาล ข้างในผลมีเนื้อเยื่อแรก ๆ เป็นสีเหลืองอ่อน และจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อแก่จัด ซึ่งจะหุ้มเมล็ดอยู่ ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปค่อนข้างกลม ผิวเปลือกเกลี้ยง เป็นสีดำ หรือสีน้ำตาลเข้ม

สรรพคุณทางยา : มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ ลดความร้อนของร่างกาย ละลายเสมหะ แก้กระหายน้ำ เสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้แก่ร่างกาย ด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ รากมะขามช่วยในการสมานแผล รักษาโรคเริม ช่วยรักษาหวัด อาการไอ

ที่มา http://jajaspr.blogspot.com/p/blog-page_33.html

 

 

 

ชื่อพันธุ์ไม้ : สารภี(Negkassar)

 

    


ชื่อพันธุ์ไม้ : สารภี (Negkassar)
ชื่ออื่นๆ : สารภีแนน (เชียงใหม่), ทรพี สารพี (จันทบุรี), สร้อยพี (ภาคใต้)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mammea siamensis T.Anderson ชื่อวงศ์ : CALOPHYLLACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
     สารภี เป็นไม้ดอกยืนต้นพบในประเทศไทย ลาว เวียดนามและกัมพูชา เป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลจังหวัดพะเยา เป็นไม้ยืนต้น ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ไม่ผลัดใบ สูง 10-15 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มทึบแผ่กว้าง เปลือกสีเทาหรือเทาปนน้ำตาล แตกล่อนเป็นสะเก็ด เปลือกชั้นในสีแดงเข้ม มีน้ำยางสีคล้ายน้ำนม เมื่อทิ้งให้สัมผัสกับอากาศจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน กิ่งอ่อนเป็นสันสี่เหลี่ยม ใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก รูปรี รูปขอบขนาน หรือรูปไข่กลับแกมรูปขอบขนาน กว้าง 4-6.5 เซนติเมตร ยาว 15-20 เซนติเมตร ปลายมนหรือแหลม โคนสอบแคบหรือสอบเรียว ปลายใบมนหรือสอบทู่ ๆ อาจมีติ่งสั้น ๆ หรือหยักเว้าตื้น ๆ ขอบเรียบ แผ่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง เกลี้ยงทั้งสองด้าน สีเขียวเข้มเป็นมัน เส้นแขนงใบจำนวนมาก ไม่ชัดเจน ก้านใบ ยาว 0.5-1 เซนติเมตร เกลี้ยง ดอกออกเป็นช่อ ช่อเดียวหรือหลายช่อตามกิ่ง สีขาว กลิ่นหอมมาก เมื่อใกล้โรยดอกเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ก้านดอกยาว 0.5-2.5 เซนติเมตร กลีบเลี้ยง 2 กลีบ เกือบกลม โค้งเป็นแอ่ง โคนเชื่อมติดกัน ติดทน และขยายโตตามผล กลีบดอก 4 กลีบ รูปไข่กลับ กว้าง 4-6 มิลลิเมตร ยาว 7-8 มิลลิเมตร มีเส้นตามยาว เมื่อบานมีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 1.5 เซนติเมตร เกสรเพศผู้ จำนวนมาก ก้านชูอับเรณูเรียวยาว อับเรณูรูปขอบขนาน สีเหลืองเข้ม รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ มี 2 ช่อง แต่ละช่องมีออวุล 2 เม็ด ยอดเกสรเพศเมีย เป็น 3 แฉก ผลแบบผลผนังชั้นในแข็ง รูปรีหรือรูปกระสวย กว้าง 0.8-2.5 เซนติเมตร ยาว 2-2.5 เซนติเมตร เมื่อสุกสี เหลืองอมส้ม มีเนื้อสีเหลืองหรือสีแสดหุ้มเมล็ด ก้านผลยาว 1.4-1.6 เซนติเมตร ผลแก่แตกออกได้ เมล็ด 1 เมล็ด ขนาดใหญ่ แข็ง พบตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง ออกดอกระหว่างเดือนมกราคม-เมษายน เป็นผลระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน ความสูงตั้งแต่ใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึงประมาณ 500 เมตร

การปลูกเลี้ยง
     สารภีชอบสภาพดินร่วนซุย ความชื้นพอเหมาะ ขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด

สรรพคุณทางยา
- ดอกสดและแห้ง ใช้เข้ายาหอม บำรุงหัวใจ บำรุงเส้นประสาท แก้วิงเวียนหน้ามืด
- ดอกตูม ย้อมผ้าไหมให้สีแดง
- ผลสุก รับประทานได้มีรสหวาน

ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki และ http://www.phargarden.com

 

 

 

ชื่อพันธุ์ไม้ : ชัยพฤกษ์ (Javanese Cassia, Pink and White Shower)

 

    


ชื่อพันธุ์ไม้ : ชัยพฤกษ์ (Javanese Cassia, Pink and White Shower)
ชื่ออื่นๆ : ขี้เหล็กยะวา เหล็กยะวา
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia javanica L.
ชื่อวงศ์ : Caesalpiniaceae

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
     ต้นชัยพฤกษ์ จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดใหญ่ มีความสูงได้ประมาณ 15-25 เมตร ทรงพุ่มเป็นรูปร่ม แผ่กว้าง ทรงพุ่มมีขนาดประมาณ 6-8 เมตร เปลือกต้นค่อนข้างเรียบเป็นสีน้ำตาล ต้นเล็กจะมีหนาม ส่วนต้นใหญ่จะมีรอยแผลปนหนามตามแนวขวาง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด ชอบดินทรายและแสงแดดจัด มีถิ่นกำเนิดในอินโดนีเซีย และแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบขึ้นตามป่าทุ่ง ป่าโปร่ง และปลูกเลี้ยงอยู่ทั่วไป

ลักษณะใบ : ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ เรียงสลับ แกนกลางใบประกอบยาว 15-30 เซนติเมตร ใบย่อย 7-12 คู่ เรียงตรงข้ามรูปขอบขนานหรือรูปไข่แกมรูปรี กว้าง 1.5-2 เซนติเมตร ยาว 3.5-5 เซนติเมตร ปลายใบแหลมโคนใบกลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบบางแต่ค่อนข้างเหนียว สีเขียวสด เกลี้ยง ผิวใบด้านล่างสีอ่อนกว่ามีขนละเอียด

ลักษณะผล : ผลแห้งเป็นฝักทรงกระบอก กว้าง 1.5-2 เซนติเมตร ยาว 30-40 เซนติเมตร ฝักอ่อนสีน้ำตาล เมื่อสุกสีดำ เมล็ดกลมแบน สีน้ำตาลเป็นมัน จำนวน 40-50 เมล็ดต่อฝัก ติดผลเดือน เมษายน-กรกฎาคม ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด

จุดเด่นของดอก : สีชมพู ออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดแตกแขนงที่กิ่งและปลายกิ่ง ช่อดอกตั้ง ยาว 5-16 เซนติเมตร ดอกย่อยรูปดอกหางนกยูงจำนวนมาก กลีบเลี้ยง 4 กลีบ รูปไข่ ปลายแหลม สีเขียว กลีบดอก 5 กลีบ รูปไข่กลับ โคนคอดเป็นก้าน สีชมพูและเปลี่ยนเป็นขาว เกสรเพศผู้ 9-10 อัน ลีเหลือง 3 อัน มีลักษณะยาวโค้ง เส้นผ่านศูนย์กลางดอก 2.5-3.5 เซนติเมตร ออกดอกเดือน กุมภาพันธ์-พฤษภาคม

สรรพคุณ : ตำรายาไทย ฝัก มีรสหวานเอียน ใช้ถ่ายเสมหะ แก้พรรดึก (ท้องผูก) ระบายพิษไข้ เป็นยาระบายที่ไม่ทำให้ปวดมวนในท้องหรือไซ้ท้อง ใช้ได้ในเด็ก สตรีมีครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง แก้ตานขโมย ใช้พอกแก้ปวดข้อ และสรรพคุณของยาไทยโบราณกล่าวว่า ส่วนอื่น ๆ เสมอด้วยสรรพคุณของต้นคูน เนื้อในฝัก เป็นยาระบายอ่อน ๆ 


ที่มา https://medthai.com และ http://อนุรักษ์พันธุกรรมพืชในพระราชดําริ.com http://www.phargarden.com

 

ชื่อพันธุ์ไม้ : กัลปพฤกษ์(Wishing Tree, Pink Shower)

 

  


ชื่อพันธุ์ไม้ : กัลปพฤกษ์ (Wishing Tree, Pink Shower)
ชื่ออื่นๆ : เปลือกขม (ปราจีนบุรี), แก่นร้าง (จันทบุรี), กานล์ (เขมร-สุรินทร์), กาลพฤกษ์ กัลปพฤกษ์ (ภาคกลาง), กัลปพฤกษ์ ชัยพฤกษ์ (ภาคเหนือ)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia bakeriana
ชื่อวงศ์ : Fabaceae

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
     กัลปพฤกษ์เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง ความสูงประมาณ 10-15 เมตร เปลือกนอกสีเทา ลำต้นมีรอยเป็นเส้นเล็กน้อยแตกกิ่งก้านพุ่งสู่ด้านบนไม่ค่อยเป็นระเบียบ ใบเป็นแผงมีใบย่อยประมาณ 5-6 คู่ออกเรียงตรงกันตามก้านใบเป็นคู่ ๆ ใบบางเรียบปลายใบแหลม ขนาดของใบกว้างประมาณ 2-4 เซนติเมตร ใบยาวประมาณ 4-7 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อตามกิ่งก้านมีกลิ่นหอมมีสีชมพูแกมขาวดอกบานจะมีความกว้างประมาณ 23 เซนติเมตร มีกลีบดอก 5 กลีบ ตรงกลางดอกจะมีเกสรตัวผู้สีเหลืองผลเป็นฝักกลม ยาว มีสีดำ เมื่อแก่เนื้อในฝักมีสีขาวกั้นเป็นชั้น ๆ แต่ละชั้นจะมีเมล็ดเรียงอยู่ภายใน ฝักหนึ่งยาวประมาณ 15-30 เซนติเมตร มีลักษณะใบ เป็นพุ่มใบแบนกว้าง

ประโยชน์
- เนื้อในฝักเป็นยาระบายอ่อน ๆ เปลือกฝักและเมล็ดทำให้อาเจียน ลดไข้
- ปลูกเป็นไม้ประดับ

การดูแล
- แสง ต้องการแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง
- น้ำ ต้องการปริมาณน้ำน้อยถึงปานกลาง ควรให้น้ำ 7-10 วัน/ครั้ง
- ดิน ชอบดินร่วนซุย ดินปนทราย
- ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 1.2 กิโลกรัม/ต้น ควรใส่ปีละ 3-4 ครั้ง

การปลูก
     นิยมปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวนควรปลูกให้ห่างบริเวณบ้านพอสมควรเพราะเป็นไม้ที่มีการแตกกิ่งก้านสาขากว้างใหญ่ ขนาดหลุมปลูก 50 x 50 x 50 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูก

การขยายพันธุ์
การเพาะเมล็ด การตอน วิธีที่นิยมและได้ผลดี คือ การเพาะเมล็ด

ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki

 

ชื่อพันธุ์ไม้ : ราชพฤกษ์ (Indian Laburnum)

 

     


ชื่อพันธุ์ไม้ : ราชพฤกษ์ (Indian Laburnum)
ชื่ออื่นๆ : ชัยพฤกษ์ ราชพริก คูน (ภาคกลาง) คูน (อีสาน) ชัยพฤกษ์ ลักเคย, ลักเกลือ (ใต้) ชัยพฤกษ์ คูน ลมแล้ง (ภาคเหนือ)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia fistula Linn.
ชื่อวงศ์ : CAESALPINIACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
     ไม้ยืนต้น ผลัดใบ สูง 10-15 เมตร เปลือกต้นเกลี้ยง สีขาวอมเทา แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มกลม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียวปลายคู่ ออกเรียงสลับ ใบย่อย 3-8 คู่ เรียงตรงข้าม รูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 4-8 เซนติเมตร ยาว 7-12 เซนติเมตร แกนกลางใบประกอบยาว 30-40 เซนติเมตร ฐานใบมน ปลายใบแหลม ขอบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อย เนื้อใบเกลี้ยง ค่อนข้างบาง หูใบมีขนาดเล็กและร่วงง่าย ดอกช่อแบบช่อกระจะ สีเหลืองสด ออกตามซอกใบหรือปลายยอด 1-3 ช่อ เป็นช่อห้อยลงเป็นโคมระย้า ยาว 20-40 เซนติเมตร ดอกย่อยจำนวนมาก ขนาดบานกว้างประมาณ 3 เซนติเมตร กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปไข่แกมรูปรี ผิวด้านนอกมีขน กลีบดอก 5 กลีบ สีเหลือง รูปไข่ ปลายมน เกสรตัวผู้ 10 อัน สั้น 7 อัน ยาว 3 อัน อับเรณูมีขนาดเล็ก ก้านเกสรตัวเมีย และรังไข่มีขนยาวคล้ายไหม ผลเป็นฝักยาว รูปแท่งกลม กว้าง 1.5-2.5 เซนติเมตร ยาว 20-60 เซนติเมตร ฝักอ่อนสีเขียว ฝักแก่สีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ผิวเรียบเกลี้ยง เปลือกฝักแข็งกรอบ ฝักแก่ไม่แตก แต่จะหลุดร่วงทั้งฝัก และหักแตกเป็นชิ้น ภายในฝักจะมีผนังกั้นเป็นช่องๆ แต่ละช่องมีเมล็ด 1 เมล็ด เมล็ดมีเนื้อเหนียวเปียกสีดำหุ้ม มีรสหวาน เมล็ดแบนรี สีน้ำตาล มีเมล็ด 50-70 เมล็ด ต้นราชพฤกษ์นี้ เป็นต้นไม้ประจำชาติไทย พบตามป่าเต็งรัง ออกดอกราวเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม ติดผลราวเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม

การปลูก
     ในช่วงแรก ๆ ต้นราชพฤกษ์จะเจริญเติบโตได้ช้าในระยะเวลาประมาณ 1-3 ปีแรก หลังจากนั้นต้นราชพฤกษ์จะเจริญเติบโตเร็วขึ้น เปลือกจะเป็นสีน้ำตาลเรียบ มีรากแก้วยาวสีเหลือง และ มีรากแขนงเป็นจำนวนมาก เมื่อต้นราพฤกษ์มีอายุ 4-5 ปี จึงออกดอกและเมล็ดและเจริญเติบโตต่อไป

สรรพคุณ
     เนื้อหุ้มเมล็ดแก้ท้องผูก ขับเสมหะ ดอกแก้ไข้ เป็นยาระบาย ขับพยาธิไส้เดือน

ที่มา http://www.qsbg.org https://th.wikipedia.org/wik http://www.phargarden.com


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง :

ความเป็นมาของวันแม่แห่งชาติในประเทศไทย วันแม่แห่งชาติ
ทำไมจึงใช้ดอกมะลิเป็นดอกไม้ประจำวันแม่
พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา
พระราชกรณียกิจ ด้านสาธารณสุขและสังคมสงเคราะห์
พระราชกรณียกิจด้านศาสนา
พระราชภารกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องเล่าของ พลเอกณพล บุณทับ รองสมุหราชองครักษ์
คำขวัญวันแม่
กิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติวันแม่แห่งชาติ ปี 2561
เพลง มงฟอร์ตโรงเรียนที่เรารัก
เพลง สรรเสริญพระบารมี
เพลง สุดดีมหาราช
เพลง ค่าน้ำนม
เพลง ใครหนอ
เพลง อิ่มอุ่น
เพลง แม่ของคนไทย
เพลง แม่ของแผ่นดิน

 
 
หน้าแรก | SWIS | e-office | Homework online | Webmail School

โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย แผนกประถม
269 ต. ช้างคลาน อ. เมือง จ. เชียงใหม่ 50100
โทร. 053 - 252565 แฟกซ์ 053 - 274640 ติดต่อสอบถาม : [email protected]