ระเบียบแบบแผนและประเพณีปฏิบัติของครู
หมวดที่ 17
ว่าด้วยสวัสดิการของทางราชการจัดให้
(ครูที่บรรจุ สช.)
********************

หมวด 1
กองทุนสงเคราะห์ครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน (เงินสมทบ 3%)ความเป็นมา

                   กองทุนสงเคราะห์ครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน จัดตั้งขึ้นในกระทรวงศึกษาธิการสำนักบริหาร
งานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน เดิม) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2518 โดยรัฐบาลจัดสรรเงินทุนให้เป็นเงินประเดิม จำนวน 30 ล้านบาท การดำเนินงานเป็นไปในลักษณะไม่มุ่งผลกำไร แต่เน้นให้ครูโรงเรียนเอกชนมีความมั่นคงในอาชีพ

วัตถุประสงค์

                   
1. เพื่อส่งเสริมครูโรงเรียนเอกชนให้มีความมั่นคงในอาชีพ และมีความทัดเทียมกับผู้ประกอบอาชีพอื่น
                   
2. เพื่อให้มีเงินยังชีพเมื่อออกจากงาน
                   
3. เพื่อจัดสวัสดิการต่าง ๆ
                   
4. เพื่อจ่ายเป็นค่าชดเชย และค่าทดแทน

เป้าหมาย

                   
1. เพื่อเป็นการสนับสนุน และส่งเสริมให้ครูโรงเรียนเอกชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยจัดสวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้แก่ครูโรงเรียนเอกชนที่บรรจุถูกต้องตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525
                   
2. เพื่อสร้างความมั่นใจ และเป็นหลักประกันความมั่นคงในการประกอบอาชีพให้แก่ครูโรงเรียนเอกชน
                   
3. เพื่อส่งเสริมการออมให้แก่ครูโรงเรียนเอกชนโดยการที่ครูโรงเรียนเอกชนนำส่งเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ทุก ๆ เดือน ทำให้ครูมีเงินสะสมในส่วนของตนเองเมื่อออกจากการเป็นครูจะได้รับเงินที่สะสมไว้พร้อมดอกเบี้ย

ที่มาของรายรับ
                   
1. รายรับที่เป็นเงินสมทบได้แก่
                   
   1.1 เงินสมทบส่วนของครู (3% ส่วนของครู) หมายถึง เงินที่ผู้รับใบอนุญาตหักจากเงินเดือนของครูไว้ร้อยละสามทุกเดือน และนำส่งเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์
                   
   1.2 เงินสมทบส่วนของผู้รับใบอนุญาต (3% ส่วนของผู้รับใบอนุญาต) หมายถึง เงินที่ผู้รับใบอนุญาตออกเท่ากับส่วนของครู
                   
   1.3 เงินสมทบส่วนของรัฐ (6% ส่วนของรัฐ) หมายถึง เงินที่รัฐจัดสรรงบประมาณให้กองทุนสงเคราะห์มีจำนวนเป็น 2 เท่าของส่วนของครู
                   
2. เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาค
                   
3. รายได้อื่น ๆ ได้แก่ ดอกเบี้ยรับ เกิดจากการนำเงินสมทบทั้ง 3 ส่วนไปฝากธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งก็คือ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารออมสิน

การนำเงินกองทุนสงเคราะห์ไปใช้จ่าย
                   
กองกองทุนและสวัสดิการ จะนำเงินมาจ่ายให้แก่ครูจำแนกตามสภาพความเป็นครูได้ดังนี้
                   
1. เมื่อยังมีสภาพความเป็นครู กองกองทุนและสวัสดิการจะนำเฉพาะดอกผลที่ได้รับเงินสมทบส่วนของผู้รับใบอนุญาตและเงินสมทบส่วนของรัฐ ไปจัดเป็นสวัสดิการต่าง ๆ ให้แก่ครูตามมาตรา 15(1) และ(3) ได้แก่
                   
   1.1 ค่ารักษาพยาบาล
                   
   1.2 ค่าการศึกษาบุตร
                   
   1.3 ค่าช่วยเหลือบุตร และ
                   
   1.4 เงินทดแทน
                   
2. เมื่อออกจากงานไม่มีสภาพความเป็นครู กองทุนสงเคราะห์ได้จัดเงินให้ครูไว้ยังชีพ 2 ประเภท ได้แก่
                   
   2.1 เงินทุนเลี้ยงชีพประเภท 1 หมายถึง เงินสมทบ 3 % ส่วนของครู พร้อมดอกเบี้ย ครูจะได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพประเภท 1 ไม่ว่าจะมีอายุการทำงานเท่าใด
                   
   2.2 เงินทุนเลี้ยงชีพประเภท 2 หมายถึง เงินสมทบ 3% ส่วนของผู้รับใบอนุญาต และเงินสมทบ 6% ส่วนของรัฐ ครูจะได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพประเภท 2 ในกรณีมีอายุงานครบ 5 ปีขึ้นไป และส่งเงินสมทบครบ 60 งวด หรือกรณีถึงแก่ความตาย หรือกรณีทุพพลภาพจนไม่สามารถประกอบอาชีพครูต่อไปได้และแพทย์ทางราชการรับรอง หรือกรณีโรงเรียนเลิกกิจการหรือยุบชั้นเรียนทีละระดับ
                   
นอกจากนี้กองทุนสงเคราะห์ได้จัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่ไม่ต้องใช้เงินกองทุนสงเคราะห์อีก 2 ประเภท ได้แก่
                   
   1. โครงการสินเชื่อโรงเรียนเอกชน
                   
   2. สิทธิประโยชน์ด้านภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

การส่งเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน

                   ครูโรงเรียนเอกชนจะได้รับสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากกองทุนสงเคราะห์ฯ ต่อเมื่อได้รับเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ฯครบ 30 วัน (ครูที่บรรจุ สช. เท่านั้น) โดยแยกการปฏิบัติดังนี้
                   
1. โรงเรียนที่ขอรับการอุดหนุนตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 มาตรา 15(1) มาตรา 15(3) จะหักเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชน จากเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวนักเรียน
                   
2. โรงเรียนที่ไม่ขอรับการอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวนักเรียน และกรณีที่ครูบรรจุแล้ว แต่โรงเรียน
ยังไม่ได้นำส่งเงินสมทบ หรือส่งเกินกำหนด หรือค้างส่ง
                   
• จำนวนเงิน 3% จะเปลี่ยนต่อเมื่อมีการปรับอัตราขั้นเงินเดือนใหม่

สวัสดิการครูโรงเรียนเอกชน

                  ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2525 มาตรา 66(5) (6) (7) และมาตรา 73 ได้กำหนด ให้มีการจัดสวัสดิการให้แก่ครูใหญ่และครู ที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชนมาแล้ว 30 วัน มีสิทธิได้รับสวัสดิการ ดังนี้
                   
   1. ค่าช่วยเหลือบุตร
                   
   2. ค่าการศึกษาของบุตร
                   
   3. ค่ารักษาพยาบาล
                  ในการจัดสวัสดิการให้กับครูและครูใหญ่โรงเรียนเอกชนให้ถือปฏิบัติระเบียบที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
                   
   1. ค่าช่วยเหลือบุตรและค่าการศึกษาบุตร ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการสงเคราะห์อื่นเพื่อสวัสดิการครูโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2544
                   
   2. ค่ารักษาพยาบาล ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการสงเคราะห์ครูใหญ่และครูโรงเรียนเอกชนในกรณีเจ็บป่วยและคลอดบุตร พ.ศ. 2544 และ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545

ค่าช่วยเหลือบุตร

หลักเกณฑ์การเบิกเงินค่าช่วยเหลือบุตร
                  1. ครูหรือครูใหญ่ที่ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์แล้ว 30 วัน ที่บรรจุก่อนวันที่ 8 พฤศจิกายน 2544
                  2. เบิกค่าช่วยเหลือบุตรได้เพียงบุตรคนที่ 1-3 ที่เกิดก่อนวันที่ 8 พฤศจิกายน 2544 โดยนับเรียงตามลำดับการเกิดก่อนหลัง ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นบุตรที่เกิดจากการสมรสครั้งใด หรืออยู่ในอำนาจอำนาจปกครองของตนหรือไม่ และจะต้องเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย สามารถนำมาเบิกค่าช่วยเหลือบุตรได้ สำหรับ บุตรบุญธรรมหรือบุตรของตนเองแต่ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของผู้อื่น ไม่สามารถนำมาเบิกเงินค่าช่วยเหลือบุตรได้
                  3. กรณีที่บิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน
                      - ฝ่ายหญิง สามารถเบิกเงินค่าช่วยเหลือบุตรได้ เพราะถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย
                      - ฝ่ายชาย สามารถเบิกเงินค่าช่วยเหลือบุตรได้ ต่อเมื่อจดทะเบียนรับรองบุตรถูกต้องตามกฎหมาย หรือตามคำพิพากษาของศาล โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนรับรองบุตรหรือนับแต่วันพิพากษาถึงที่สุด
                  4. กรณีที่บิดามารดาหย่ากันตามกฎหมาย ให้ดูบันทึกการหย่าว่าบุตรอยู่ในความปกครองของฝ่ายใด ก็ให้ฝ่ายนั้นเป็นผู้ยื่นเบิก
                  5. กรณีครูและคู่สมรสต่างก็เป็นครู ให้คู่สมรสฝ่ายชายเป็นผู้ใช้สิทธิขอเบิกเงินค่าช่วยเหลือแต่เพียงผู้เดียว
                  6. เบิกได้ตั้งแต่แรกเกิด (เดือนที่เกิดไม่ว่าจะเป็นวันใด) จนถึงอายุครบ 18 ปี บริบูรณ์ (เดือนที่อายุครบ 18 ปี เบิกไม่ได้ ตัวอย่าง เช่น อายุครบ 18 ปี บริบูรณ์ ในวันที่ 31 มี.ค. ให้เบิกได้ถึงเดือน ก.พ. เท่านั้น)
                  7. เบิกเงินค่าช่วยเหลือบุตรได้คนละ 50 บาท/ดือน(ปีละ 600 บาท/คน) โดยให้เบิกจ่ายปีละ 1 ครั้ง

ค่าการศึกษาบุตร

หลักเกณฑ์การเบิกเงินค่าการศึกษาบุตร
                  1. ครูจะมีสิทธิได้รับเงินค่าการศึกษาบุตร หลังจากส่งเงินสมทบแล้ว 30 วัน (ให้นับหลังจากวันที่ธนาคารประทับตรารับเงิน จนครบ 30 วัน
                  2. เบิกค่าการศึกษาบุตรของบุตรได้เพียงคนที่ 1 – 3 โดยนับเรียงลำดับการเกิดก่อนหลัง ไม่ว่าจะเป็นบุตรที่เกิดจากการสมรสครั้งใด หรืออยู่ในอำนาจปกครองของตนหรือไม่ และเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายอายุไม่ต่ำกว่า 3 ปี บริบูรณ์ (นับถึงวันที่ 16 พฤษภาคมของทุกปี) และอายุไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์ (นับถึงวันที่ 1 พฤษภาคม) สำหรับบุตรบุญธรรมหรือบุตรของตนเองแต่ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่นไม่สามารถนำมาเบิกได้
                  3. เมื่อบุตรคนที่ 1 – 3 คนใดคนหนึ่งถึงแก่กรรมก่อนอายุครบ 25 ปี ให้นำบุตรคนถัดไปมาเบิกแทนคนที่ถึงแก่กรรมได้
                  4. อัตราการเบิกเงินค่าการศึกษาบุตร
                   
   4.1 สถานศึกษาของทางราชการ เบิกได้เฉพาะระดับอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ซึ่งต้องมีหลักสูตรไม่ต่อเนื่องกับระดับปริญญาตรี เช่น ปวส.หรือ ปวท. ทั้งสถานศึกษาของรัฐและสถานศึกษาเอกชน ให้เบิกเป็นค่าธรรมเนียมการเรียนได้เต็มจำนวน ทั้งนี้ ไม่เกินกว่าประเภทและอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด
                      4.2 สถานศึกษาของเอกชน เบิกได้ ดังนี้
                           4.2.1 ระดับอนุบาล 1 เบิกเป็นค่าธรรมเนียมการเรียน ได้เต็มจำนวน แต่ต้องไม่เกิน
อัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด ทั้งนี้ ต้องมีใบอนุญาตให้เก็บเงินค่าธรรมเนียมการเรียนของโรงเรียน(ร.12)ประกอบการพิจารณาขอเบิกด้วย
                           4.2.2 ระดับชั้นอนุบาล 3 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า เช่น ปวช.
                                   4.2.2.1 กรณีโรงเรียนที่ขอรับเงินอุดหนุนเป็นค่าใช้จ่ายรายหัวนักเรียน ให้เบิกได้เฉพาะค่าธรรมเนียมอื่นเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา เท่านั้น ทั้งนี้ ต้องมีใบอนุญาตให้เก็บเงินค่าธรรมเนียมการเรียน ของโรงเรียน( ร.12 ) ประกอบการพิจารณาเบิกด้วย
                                   4.2.2.2 กรณีโรงเรียนที่ไม่ขอรับเงินอุดหนุนเป็นค่าใช้จ่ายรายหัวนักเรียน ให้เบิกได้เป็นค่าธรรมเนียมการเรียน ตามอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด
                           4.2.3 ระดับอนุปริญญาหรือเทียบเท่า เช่น ปวส. ให้เบิกเป็นค่าธรรมเนียมการเรียนได้เพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนที่จ่ายจริง ไม่เกินกว่าประเภทและอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด ทั้งนี้ ต้องมีใบอนุญาตให้เก็บเงินค่าธรรมเนียมการเรียนของโรงเรียน ( ร.12 ) ประกอบในการเบิกด้วย
                  
5. กรณีที่บิดาเป็นข้าราชการหรือลูกจ้างประจำในหน่วยงานราชการ ให้ใช้สิทธิเบิกเงินค่าการ ศึกษาบุตรที่ต้นสังกัดของฝ่ายชายก่อน
                  
6. กรณีครูและคู่สมรสต่างก็เป็นครู ให้คู่สมรสฝ่ายชาย เป็นผู้ใช้สิทธิขอรับเงินค่าการศึกษาของบุตร แต่เพียงผู้เดียว
                  
7. กรณีคู่สมรสหย่าขาดจากกัน ให้ฝ่ายที่มีอำนาจปกครองบุตรตามกฎหมาย โดยดูจากบันทึกการหย่าว่าบุตรอยู่ในความปกครองของฝ่ายใด หลังจากหย่าจากกันเป็นผู้มีสิทธิเบิก
                  
8. กรณีที่บิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน
                      8.1 ฝ่ายหญิง สามารถเบิกเงินค่าการศึกษาบุตรได้ เพราะถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย
                      8.2 ฝ่ายชาย สามารถเบิกเงินค่าการศึกษาบุตรได้ ต่อเมื่อจดทะเบียนรับรองบุตรถูกต้องตามกฎหมาย หรือตามคำพิพากษาของศาล โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนรับรองบุตรหรือนับแต่วันพิพากษาถึงที่สุด
                  
9. ยื่นคำร้องขอเบิกเงินได้ตั้งแต่วันที่เปิดภาคเรียนเป็นต้นไป แต่อย่างช้าต้องไม่เกิน วันที่ 30 กันยายน ของปีการศึกษาถัดไป สามารถยื่นเรื่องเบิกได้ที่งานการเจ้าหน้าที่ ฝ่ายธุรการ
                  
10. เอกสารที่ใช้ประกอบการยื่น
                      10.1 ใบเสร็จรับเงินฉบับจริง ให้ดำเนินการตรวจสอบคำนำหน้าชื่อ ชื่อ – สกุลของบุตรในใบเสร็จรับเงินให้ถูกต้อง หากผิดพลาดให้เจ้าหน้าที่ที่ออกใบเสร็จแก้ไข โดยการขีดฆ่า แก้ไขให้ถูกต้อง และลงลายมือชื่อกำกับข้อความที่ขีดฆ่า
                      10.2 สำเนาใบอนุญาตขอเก็บค่าธรรมเนียมการเรียน (ร.12) โดยสถานศึกษาที่ออกใบเสร็จรับเงินจะแนบมาพร้อมกับใบเสร็จ

ค่ารักษาพยาบาล

หลักเกณฑ์การเบิกเงินค่ารักษาพยาบาล
                  
1. กรณีครูลาออกแล้วกลับมาบรรจุใหม่ ครูที่ย้ายไปบรรจุโรงเรียนใหม่ หรือครูบรรจุใหม่ จะมีสิทธิได้รับเงินค่ารักษาพยาบาล เมื่อส่งเงินสมทบ 3% แล้ว 30 วัน
                  
2. ครูมีสิทธิเบิกให้ตนเอง คู่สมรสตามกฎหมาย มารดา-บิดา และบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 3 คน นับตามลำดับการเกิด ไม่ว่าจะเป็นการสมรสครั้งใด จนกระทั่งบุตรมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่นับรวมถึงบุตรบุญธรรม หรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นแล้ว
                  3. หากคู่สมรส บิดา มารดา มีสวัสดิการจากหน่วยงานที่สังกัด เช่น เป็นข้าราชการ ข้าราชการ
บำนาญ ลูกจ้างประจำ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือทำงานบริษัทมีบัตรประกันสังคม หรือได้รับค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่ารักษาพยาบาล จากหน่วยงานอื่น หรือผู้อื่นแล้ว ไม่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ค่ารักษาพยาบาลดังกล่าว เว้นแต่ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่ารักษาพยาบาลที่ได้รับนั้นต่ำกว่าเงินสงเคราะห์เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลที่มีสิทธิจะได้รับเฉพาะส่วนที่ขาด สามารถปฏิบัติได้ 2 วิธี คือ
                      วิธีที่ 1 ให้บริษัทออกหนังสือรับรอง และ แนบสำเนาใบเสร็จรับเงิน
                      วิธีที่ 2 ให้บริษัทรับรองในใบเสร็จรับเงินค่ารักษาพยาบาล
                  4. กรณีที่ฝ่ายชายเป็นข้าราชการหรือลูกจ้างประจำในหน่วยงานราชการ ให้ใช้สิทธิเบิกเงินค่ารักษารักษาพยาบาลที่ต้นสังกัดของฝ่ายชายก่อน
                  5. กรณีคู่สมรสหย่าขาดจากกัน ให้ฝ่ายที่มีอำนาจปกครองบุตรตามกฎหมาย โดยดูจากทะเบียนบันทึกการหย่าว่าบุตรอยู่ในความปกครองของฝ่ายใดหลังจากหย่าจากกัน เป็นผู้มีสิทธิเบิก
                  6. กรณีที่ฝ่ายชายและชายหญิงไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน และต้องการเบิกสวัสดิการให้กับบุตร
                     6.1 ฝ่ายหญิง สามารถเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลได้ เพราะถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย
                     6.2 ฝ่ายชาย สามารถเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลได้ต่อเมื่อจดทะเบียนรับรองบุตรถูกต้องตาม
กฎหมาย หรือตามคำพิพากษาของศาล โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนรับรองบุตรหรือนับแต่วันพิพากษาถึงที่สุด

                  7. การเบิกสวัสดิการให้กับ บิดามารดา
                     7.1 บิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้
                          7.1.1 บิดามารดาของครูจดทะเบียนสมรสกัน มีผลนับตั้งแต่วันจดทะเบียน
                          7.1.2 บิดาจดทะเบียนรับรองบุตร มีผลนับตั้งแต่วันจดทะเบียน (กรณีที่บิดามารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน)
                          7.1.3 คำพิพากษาศาลว่าครูผู้มีสิทธิเป็นบุตรของบิดาที่ใช้สิทธิเบิก มีผลนับตั้งแต่วันพิพากษาถึงที่สุด

                     ยกเว้น ในกรณีที่บิดามารดาของครูมีหลักฐานยืนยันว่ามีบุตรเกิดก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2478 (วันที่มีการประกาศใช้กฎหมายเกี่ยวกับทะเบียนสมรส)
                     7.2 มารดาผู้ให้กำเนิด โดยมีหลักฐานว่าเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดจริง ถึงแม้จะไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับบิดาก็ตาม
                  8. ถ้าครูผู้มีสิทธิถึงแก่กรรมก่อนยื่นคำขอเบิก ให้ผู้จัดการมรดกหรือทายาทตามกฏหมายเป็นผู้ลงชื่อ ในคำขอหนังสือรับรอง ถ้าผู้มีสิทธิไม่สามารถลงชื่อในคำขอหนังสือเบิกได้ด้วยเหตุอื่น ให้ใช้ลายพิมพ์นิ้วมือของครูผู้มีสิทธิแทนลายมือชื่อ และให้บุคคลในครอบครัวหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 คน เป็นพยานรับรองลายนิ้วมือของครูผู้มีสิทธิในคำขอหนังสือรับรองหรือใบเบิกเงินแทนได้ โดยแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของพยานทั้ง 2 คน ด้วย
                  9. ให้เบิกค่ารักษาพยาบาลสำหรับตนเอง และบุคคลในครอบครัว รวมกันไม่เกินปีละ 100,000 บาท
                  10. บิดาหรือมารดาที่มีบุตรเป็นครูโรงเรียนเอกชนหลายคนให้ครูทุกคนใช้สิทธิเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลให้แก่บิดาและมารดาได้ทุกคนรวมแล้วไม่เกินวงเงิน ที่กำหนดไว้ แต่ต้องไม่ใช่เป็นการป่วยในครั้งเดียวกัน
                  11. หากฝ่ายหญิงและชายเป็นครูทั้งคู่
                       11.1 ฝ่ายชาย จะมีสิทธิเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลให้เฉพาะตนเอง บิดามารดา และบุตร จะใช้สิทธิเบิกให้คู่สมรสไม่ได้
                       11.2 ฝ่ายหญิง จะมีสิทธิเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลได้เฉพาะตนเอง บิดามารดา ก่อน หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเบิกสวัสดิการครบวงเงินที่กำหนดแล้ว ให้ใช้สิทธิเบิกกับอีกฝ่ายได้ตามจำนวนเงินที่เหลืออยู่ แต่จะต้องไม่ใช่เป็นการป่วยในครั้งเดียวกัน เช่น กรณีที่ฝ่ายหญิงและชาย เป็นครูทั้งคู่ ฝ่ายชายมีเงินค่ารักษาพยาบาลคงเหลืออยู่ 8,000 บาท และเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลของรัฐ (ไข้ใน) ในครั้งนั้น จำนวน 10,000 บาท ฝ่ายชายจะได้รับสิทธิเฉพาะเงินจำนวน 8,000 บาท เท่านั้น ส่วนที่เกิน 2,000 บาท ฝ่ายชายจะต้องชำระเงินให้กับโรงพยาบาลเอง จะใช้สิทธิของฝ่ายหญิงในการเบิกครั้งนี้ไม่ได้ แต่ให้ใช้ในการเบิกในครั้งต่อไป
                  12. การนับระยะเวลาตามวงเงินในการเบิก ให้นับตามปีปฏิทิน (มกราคม – ธันวาคม) ดังนั้น การตัดจ่ายจะตัดจ่ายโดยถือตามปีที่ยื่นขอเบิก หรือปีที่ยื่นขอหนังสือรับรองการมีสิทธิรับเงินค่ารักษาพยาบาล เช่น ใบเสร็จรับเงินลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2547 หากครูยื่นเบิกภายในปี 2547 ให้เบิกจ่ายตามวงเงิน 100,000 บาท ของปี 2547 แต่ถ้ายื่นเบิกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 9 พฤศจิกายน 2548 ให้เบิกจ่ายตามวงเงิน 100,000 บาท ของปี 2548 และถ้ายื่น ตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2548 เป็นต้นไป ไม่มีสิทธิเบิก เนื่องจาก ใบเสร็จรับเงินมีกำหนดให้เบิกภายใน 1 ปี นับถัดจากวันที่ปรากฏในใบเสร็จรับเงิน
                  13. เบิกค่ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของทางราชการ ได้ 2 ประเภท
                       13.1 เป็นคนไข้ประเภทไข้ใน(นอน) เฉพาะสถานพยาบาลของทางราชการ ให้ติดต่อขอ หนังสือรับรองการมีสิทธิรับเงินค่ารักษาพยาบาลให้ทางโรงพยาบาล ที่งานการเจ้าหน้าที่ ฝ่ายธุรการ กรณีที่ผู้มีสิทธิไม่อาจยื่นหนังสือรับรองการมีสิทธิรับเงินค่ารักษาพยาบาลต่อสถานพยาบาลได้ทันก่อนออกจากสถานพยาบาล ให้ผู้มีสิทธิออกเงินค่ารักษาพยาบาลไปก่อนและต้องแจ้งให้สถานพยาบาลทราบด้วยว่า ตนเองมีสิทธิเบิก ฯ ได้ โดยทางโรงพยาบาลจะออกใบเสร็จโดยระบุคำว่า “เงินมัดจำ” แล้วให้รีบทำเรื่องยื่นขอหนังสือรับรองการมีสิทธิรับเงินค่ารักษาพยาบาลพร้อมแนบใบเสร็จรับเงิน นำไปยื่นขอรับเงินคืน ณ สถานพยาบาลได้ทันที
                              
13.1.1 สิทธิในการเบิกจ่าย
                              
         13.1.1.1 ค่าเตียงสามัญและค่าอาหาร ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิวันละ 200 บาท โดยไม่จำกัดจำนวนวัน
                              
         13.1.1.2 ค่าห้องพิเศษและค่าอาหาร นอกจากข้อ 13.1.1.1 ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินวันละ 600 บาทเป็นระยะเวลาไม่เกิน 13 วัน ส่วนที่เกินกว่านั้น ผู้มีสิทธิจะต้องรับภาระเอง เว้นแต่ กรณีที่คณะกรรมการแพทย์ที่ผู้อำนวยการสถานพยาบาลแต่งตั้งวินิจฉัยว่าจำเป็น ต้องรักษาเกิน 13 วัน ให้เบิกค่าห้องและค่าอาหารได้ตามจำนวนวันที่คณะกรรมการแพทย์วินิจฉัย และออกหนังสือรับรองให้เพื่อใช้ประกอบการเบิกจ่าย โดยเบิกได้ไม่เกินวันละ 300 บาท
                              
         13.1.1.3 ค่ารักษาพยาบาล เบิกได้เต็มจำนวนตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวง การคลังกำหนด
                              
         13.1.1.4 ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค เบิกได้เต็มจำนวนตามอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด
                       13.2 เป็นคนไข้ประเภทไข้นอก (นำใบเสร็จมาเบิก)
                              เป็นคนไข้นอก (ไม่นอน) ในสถานพยาบาลของรัฐเท่านั้น ชำระเงินค่ารักษาพยาบาลแล้วนำใบเสร็จรับเงินมาเบิกภายใน 1 ปี นับถัดจากวันที่ที่ปรากฎในใบเสร็จรับเงินนั้น การตัดจ่ายให้ถือตามปีที่ยื่นขอเบิก ที่งานการเจ้าหน้าที่ ฝ่ายธุรการ
                       13.2.1 สิทธิในการเบิกจ่าย
                                เบิกได้เต็มจำนวน ตามอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด
                  14. เบิกค่ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของเอกชน
                       ให้เบิกได้เฉพาะไข้ใน(นอน) โดยนำใบเสร็จรับเงินมายื่นเบิก แต่จะเบิกได้เฉพาะกรณีที่
ประสบอุบัติเหตุ อุบัติภัย หรือมีความจำเป็นรีบด่วน ซึ่งหากมิได้รับการรักษาพยาบาลในทันทีทันใดอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต โดยจะต้องมีใบรับรองแพทย์จากสถานพยาบาลของเอกชนนั้นมาประกอบ
ดังกรณีต่อไปน
                       - อุบัติเหตุ อุบัติภัย ได้แก่ ภาวะที่เกิดขึ้นโดยไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ก่อน เช่น อุบัติเหตุ
จราจร อุบัติเหตุพลัดตกหกล้ม การบาดเจ็บจากอุบัติภัยต่าง ๆ
                       - กรณีฉุกเฉิน ได้แก่ การเจ็บป่วยกระทันหัน ซึ่งต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างรีบด่วนในเวลา
จำกัด มิฉะนั้นอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ เช่น หัวใจวายเฉียบพลัน อุจจาระร่วงอย่างรุนแรง ปอดบวม หลอดเลือดในสมองตีบตันแตก ลำใส้อุดตัน เป็นต้น
                       14.1 สิทธิในการเบิก
                              14.1.1 สถานพยาบาลเอกชนจะต้องมีเตียงรับผู้ป่วยไว้ค้างคืน ตั้งแต่ 26 เตียง ซึ่งได้รับอนุญาตให้จัดตั้งหรือดำเนินการตามกฏหมายว่าด้วยสถานพยาบาล
                              14.1.2 ค่าห้องและค่าอาหาร ไม่เกินวันละ 600 บาท เป็นระยะเวลาไม่เกิน 13 วัน ส่วนที่เกินกว่านั้น ผู้มีสิทธิจะต้องรับภาระเอง เว้นแต่กรณีที่คณะกรรมการแพทย์ที่ผู้อำนวยการสถานพยาบาล
แต่งตั้งวินิจฉัยว่าจำเป็นต้องรักษาเกิน 13 วัน ให้เบิกค่าห้องและค่าอาหารได้ตามจำนวนวันที่คณะกรรม
การ แพทย์วินิจฉัย
                              14.1.3 ค่ารักษาพยาบาล เบิกได้ครึ่งหนึ่งของจำนวนที่จ่ายจริง แต่ต้องไม้เกิน 3,000 บาท สำหรับระยะเวลาภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันเข้ารับการรักษาพยาบาล
                              *** ในกรณีที่เข้ารับการรักษาพยาบาลหลายครั้ง โดยมีระยะเวลาห่างกันไม่เกิน 15
วัน ให้นับระยะเวลาการเข้ารับการรักษาพยาบาลทุกครั้งรวมเข้าด้วยกัน
                              14.1.4 ค่าอวัยวะเทียมและค่าอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค ให้เบิกได้ตามอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด
                              14.1.5 ใบเสร็จรับเงินค่ารักษาพยาบาล นำมายื่นเบิกได้ภายใน 1 ปี นับจากวันที่ออก
ใบเสร็จรับเงิน ที่งานการเจ้าหน้าที่ ฝ่ายธุรการ โดยมีเอกสารประกอบคือ ใบสรุปงบหน้าค่ารักษาพยาบาล ใบรับรองแพทย์ คำรับรองของแพทย์ คำรับรองของผู้ดำเนินการสถานพยาบาล ใบอนุญาตให้ดำเนิน การสถานพยาบาล ใบอนุญาตให้ตั้งสถานพยาบาล
                  15. หากครูถึงแก่กรรมก่อนยื่นคำขอหนังสือรับรองการมีสิทธิ หรือใบเบิกเงิน
ดังกล่าว ให้ผู้จัดการมรดกหรือทายาทตามกฎหมายเป็นผู้ลงชื่อในคำขอหนังสือรับรองหรือใบเบิกเงินนั้นได้ แต่ถ้าครูผู้มีสิทธิไม่สามารถลงชื่อในคำขอหนังสือรับรองหรือใบเบิกเงินด้วยเหตุอื่น ให้ใช้ลายพิมพ์นิ้วมือของครูผู้มีสิทธิแทนลายมือชื่อ และให้บุคคลในครอบครัวหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 คน เป็นพยานรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของครูผู้มีสิทธิในคำขอหนังสือรับรองหรือใบเบิกเงินแทนได้ โดยแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของพยานทั้ง 2 คน ด้วย
                  16. ศูนย์บริการสุขภาพพิเศษ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ตึกศรีพัฒน์) ไม่ถือว่าเป็นสถานพยาบาลทั้งของราชการ และเอกชน เพราะมิได้เกิดจากการแบ่งส่วนราชการ กระทรวง ทบวง กรม แต่เป็นหน่วยงานของทางราชการซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นหน่วยงานของรัฐในอีกลักษณะ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้น

เงินทุนเลี้ยงชีพ

                  เงินทุนเลี้ยงชีพจะทำได้ต้องถอนครูก่อน หลังจากทำเรื่องถอนครูแล้ว อีกประมาณ 45 วัน จะได้รับ ร.12
ระเบียบที่เกี่ยวข้อง : ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการสงเคราะห์ครูใหญ่ และครูโรงเรียนเอกชนเป็นเงินทุนเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2527 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2533 และ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3 ) พ.ศ. 2544

1. เงินทุนเลี้ยงชีพประเภท 1
                  คือ เงินที่ครูจะได้รับเมื่อออกจากงานทุกกรณีเป็นจำนวนเท่ากับเงินที่ครูส่งสมทบไว้ พร้อมกับดอกเบี้ยของเงินจำนวนนั้น ดังนั้น เมื่อครูลาออกจะมีสิทธิรับเงินจำนวนนี้ เว้นแต่จะไม่ขอรับโดยจะขอโอนตามตัวไปรวมกับเงินสมทบโรงเรียนแห่งใหม่ เงินทุนเลี้ยงชีพประเภท 1 หรือเงินสะสม 3% ของครูฝากไว้ 2 ธนาคาร คือ
                  1. ระหว่างเดือนตุลาคม 2518 – พฤษภาคม 2521 เงินสะสม 3% ของครูฝากที่ธนาคารออมสินมีสมุดคู่ฝากให้เห็น(เล่มสีแดง) ซึ่งฝากระหว่างเดือนตุลาคม 2518 – พฤศจิกายน 2519 สมุดคู่ฝากเล่มสีน้ำเงิน ซึ่งฝากระหว่างเดือนธันวาคม 2519 – พฤษภาคม 2521
                  2. ระหว่างเดือนมิถุนายน 2521 ถึง ปัจจุบัน ฝากที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาถนนวิสุทธิ-กษัตริย์ กรุงเทพมหานคร เพียงแห่งเดียว และไม่มีสมุดคู่ฝาก แต่ธนาคารได้บันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์

เอกสารประกอบการขอเบิกเงินทุนเลี้ยงชีพประเภท 1 (ทำ 2 ชุด )
                  1. คำขอรับเงินทุนเลี้ยงชีพ แบบ กก.6ภ. (กรณีมีเงินฝากที่ธนาคารออมสิน ส่วนภูมิภาค)
                  2. คำขอรับเงินทุนเลี้ยงชีพ แบบ กก.7ภ. (กรณีมีเงินฝากที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด ส่วนภูมิภาค)
                  3. สำเนาสมุดประจำตัวครู
                  4. สำเนาใบอนุญาตถอนครู (ร.12)
                  5. สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารออมสินที่มียอดเงินทุกหน้า พร้อมตัวจริงสมุดออมสินจะมีสีแดง และสีน้ำเงิน (ใช้กรณีประเภทที่มีเงินสมทบฝากไว้ที่ธนาคารออมสิน)
                  6. สำเนาบัญชีเงินฝาก 3% เดือนแรกที่ฝาก และ บัญชีการจ่ายเงินเดือนครู และการหักเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ครู เดือนสุดท้ายก่อนออก
                  7. สำเนาบัญชีเลขที่เงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด
                  8. หลักฐานการเปลี่ยนชื่อ – ชื่อสกุล (ถ้ามี)
                  9. คำขอรับรองประกอบการขอรับเงินทุนเลี้ยงชีพประเภท 1 และ 2
                  เจ้าหน้าที่จะติดต่อกับธนาคารกรุงไทย จำกัด เพื่อขอปิดบัญชี และโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของครู
โดยตรง กรณีเงินสมทบในสมุดคู่ฝากออมสินนั้น เจ้าหน้าที่จะดำเนินการทำใบถอนเงินปิดบัญชีออมสินมอบให้ครูพร้อมกับสมุดคู่ฝากออมสินเพื่อนำไปถอนเงินปิดบัญชี ณ สาขาที่ส่งเงินสมทบ และการขอรับเงินประเภทนี้ไม่มีกำหนดเวลาจะขอรับเมื่อใดก็ได้ แต่ไม่ควรนานเกินไป

2. เงินทุนเลี้ยงชีพประเภท 2

                  คือ เงินที่กองทุนสงเคราะห์จ่ายให้ครูเป็นจำนวนเท่ากับเงินสมทบส่วนของโรงเรียน และส่วนของรัฐบาลรวมกัน โดยไม่มีดอกเบี้ยซึ่งครูจะมีสิทธิได้รับเมื่ออกจากงานกรณีหนึ่งกรณีใด ดังนี้
                  1. ออกจากงานเมื่อมีเวลาทำงานครบ 5 ปีขึ้นไป และได้ส่งเงินสมทบครบทุกเดือนตลอดระยะเวลาที่เป็นครู หรือ
                  2. ออกจากงานเพราะโรงเรียนเลิกกิจการ หรือ
                  3. ออกจากงานเพราะโรงเรียนเลิกกิจการปีละชั้น หรือปีละระดับชั้น (ยุบชั้นเรียน) หรือ
                  4. ออกจากงานเพราะเจ็บป่วยทุพพลภาพ ซึ่งแพทย์ทางราชการรับรอง หรือ
                  5. ถึงแก่กรรม
                  การออกจากงานตามข้อ 2 – 5 จะมีเวลาการเป็นครู และส่งเงินสมทบเท่าใดก็ได้ไม่จำกัดเวลาว่ากี่เดือน กี่ปี และการใช้สิทธิ์ขอรับเงินจะต้องใช้สิทธิภายใน 5 ปี นับจากวันที่ออกจากงาน มิเช่นนั้นถือว่าหมดสิทธิ เงินจำนวนดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนสงเคราะห์ ฯ

เอกสารประกอบการขอเบิกเงินทุนเลี้ยงชีพประเภท 2 (ทำ 2 ชุด)

                  1. คำขอรับเงินทุนเลี้ยงชีพแบบ กก. 7ภ.
                  2. สำเนาสมุดประจำตัวครู
                  3. สำเนาใบอนุญาตถอนครู (ร.12)
                  4. สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารออมสินที่มียอดเงินทุกหน้า พร้อมตัวจริงสมุดออมสินจะมีสีแดง และสีน้ำเงิน (ใช้กรณีประเภทมีเงินสมทบฝากไว้ที่ธนาคารออมสินเท่านั้น)
                  5. สำเนาบัญชีเงินฝาก 3% เดือนแรกที่ฝาก และ บัญชีการจ่ายเงินเดือนครู และการหักเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ครู เดือนสุดท้ายก่อนออก
                  6. สำเนาบัญชีเลขที่เงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด
                  7. แบบแจ้งค่าลดหย่อนในการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย
                  8. คำขอรับรองประกอบการขอรับเงินทุนเลี้ยงชีพประเภท 1 และ 2
                  9. ใบนำส่งเงินทุนเลี้ยงชีพ

หมายเหตุ
                  1. กรณีครูถึงแก่กรรม ให้จัดทำเอกสารเช่นเดียวกับการขอรับเงินทุนเลี้ยงชีพประเภท 2 และเอกสารเพิ่มเติม ดังนี้
                     (1) คำร้องของทายาท (แบบ กก.9)
                     (2) สำเนาใบมรณบัตรของครู และทายาท (ถ้ามี)
                     (3) บัญชีรายชื่อทายาทพร้อมหลักฐาน
                     (4) คำสั่งศาล / คำยินยอมของทายาท
                  ทั้งนี้ การขอรับเงินของทายาท แยกตามสถานภาพของครู

* กรณีครูสถานภาพโสด
                  1. บิดา มารดามีชีวิตอยู่ ผู้มีสิทธิรับเงินคือ บิดามารดา ซึ่งบิดามารดาเป็นผู้ยื่นคำร้องขอรับเงิน ตามแบบและเอกสารที่กำหนด โดยได้รับคำยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง พร้อมแนบหนังสือรับรองการเป็นโสดหรือ
                  2. บิดามารดาเสียชีวิตแล้ว ผู้มีสิทธิรับเงิน คือ พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน คนหนึ่งคนใดเป็นผู้ยื่นคำร้องขอรับเงินตามแบบ และเอกสารที่กำหนดโดยได้รับคำยินยอมจากพี่น้องรายอื่นทุกคน และ
แนบหนังสือรับรองการเป็นโสดกับสำเนาใบมรณะบัตรบิดามารดา
* กรณีที่ครูสมรสแล้ว
                  ผู้ทีสิทธิรับเงิน ได้แก่ คู่สมรส บิดามารดา และบุตรของครูผู้ถึงแก่กรรมโดยให้คู่สมรสเป็นผู้ยื่นคำร้องขอรับเงินตามแบบและเอกสารประกอบที่กำหนดพร้อมสำเนาทะเบียนสมรส คำยินยอมจากบิดามารดา และบุตรของครูผู้ถึงแก่กรรม ถ้าบิดามารดาของครูถึงแก่กรรมแล้วให้แนบสำเนาใบมรณบัตรประกอบด้วย
                  2. กรณีครูทุพพลภาพ
                      ใช้เอกสารเช่นเดียวกับการขอรับเงินทุนเลี้ยงชีพประเภท 2 และให้เพิ่มเอกสารดังนี้ ใบรับรองแพทย์ที่ทางราชการรับรองว่าไม่สามารถประกอบอาชีพครูต่อไปได้
                  3. กรณีโรงเรียนเลิกกิจการ
                      ใช้เอกสารเช่นเดียวกับการขอรับเงินทุนเลี้ยงชีพประเภท 2 และให้เพิ่มเอกสารดังนี้ สำเนาใบอนุญาตให้โรงเรียนเลิกกิจการ
                  4. กรณีโรงเรียนยุบชั้นเรียน
                      ใช้เอกสารเช่นเดียวกับการขอรับเงินทุนเลี้ยงชีพประเภท 2 และให้เพิ่มเอกสารดังนี้ สำเนาใบอนุญาตให้โรงเรียนยุบชั้นเรียน และบัญชีสำรวจจำนวนครู / นักเรียน ก่อนและหลังยุบชั้นเรียน


หมวด 2
การสมัครสมาชิกฌาปนกิจสงเคราะห์
***********

การสมัครเป็นสมาชิก ช.พ.ค.

                  ช.พ.ค. หมายถึง การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนสมาชิกคุรุสภา ทั่วประเทศ
คุณสมบัติของผู้สมัคร
                  1. เป็นสมาชิกสามัญหรือวิสามัญของคุรุสภา ซึ่งมีอายุไม่เกิน 35 ปี บริบูรณ์ (นับถึงวันที่สมัคร)
                  2. ผู้สมัครที่เป็นสมาชิกคุรุสภาประเภทสมทบ ที่เป็นข้าราชการและลูกจ้างประจำสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และเทศบาล ซึ่งมีอายุ ซึ่งมีอายุไม่เกิน 35 ปีบริบูรณ์ (นับถึงวันสมัคร) และได้ดำรงตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี
                  3. ลูกจ้างประจำโรงเรียนเอกชน ต้องปฏิบัติงานในสถานศึกษานั้น ๆ ไม่น้อยกว่า 3 ปี
เอกสารและหลักฐานการสมัคร
                  1. ใบสมัครเป็นสมาชิก ช.พ.ค. (ช.พ.ค.1) จำนวน 2 ฉบับ
                  2. ใบรับรองแพทย์ ช.พ.ค. (ช.พ.ค.3) จำนวน 1 ฉบับ ใบรับรองแพทย์มีผลบังคับใช้ได้ไม่เกิน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่แพทย์ได้ทำการตรวจร่างกาย จนถึงวันยื่นใบสมัคร
                  3. สำเนาทะเบียนบ้านของผู้สมัคร จำนวน 2 ชุด
                  4. สำเนาบัตรประจำตัวสมาชิกคุรุสภาตลอดชีพ จำนวน 2 ชุด
                  5. สำเนาสมุดประจำตัวครู จำนวน 2 ชุด
                  6. ค่าสมัคร 50 บาท เงินค่าสมัครล่วงหน้า 1,000 บาท รวมทั้งสิ้น 1,050 บาท (เงินค่าสงเคราะห์ล่วงหน้าทางคุรุสภาจะคืนให้ เมื่อพ้นสมาชิกภาพ ช.พ.ค.)
                  7. สำเนาเปลี่ยนชื่อ – สกุล (ถ้ามี)
                  8. ประวัติการรักษาโรคของผู้สมัคร (ในแบบฟอร์ม) จำนวน 2 ฉบับ
                  9. ทะเบียนสมรส จำนวน 2 ฉบับ
การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับ ช.พ.ค.
                  1. การเปลี่ยนแปลงชื่อ / ชื่อสกุล / สมรส / หย่า ช.พ.ค.
เอกสารประกอบการยื่นเรื่อง (ยื่นภายใน 7 วัน หลังจากมีการเปลี่ยนแปลง)
                     1.1 สำเนาใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อ – สกุล จำนวน 2 ชุด
                     1.2 สำเนาใบสำคัญการสมรส หรือใบสำคัญการหย่า จำนวน 2 ชุด
การลาออกจากสมาชิกภาพ ช.พ.ค.
                  เอกสารประกอบการยื่นเรื่อง
                  1. แบบหนังสือขอลาออกจากสมาชิกภาพ ช.พ.ค. ให้ระบุสาเหตุของการลาออก 2 ชุด
                  2. หลักฐานการชำระเงิน ช.พ.ค. งวดสุดท้าย
การขอเปลี่ยนแปลงสถานที่หักเงินสงเคราะห์ ช.พ.ค.
                  เอกสารประกอบการยื่นเรื่อง
                  1. แบบเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานและถิ่นที่อยู่ของสมาชิก ช.พ.ค. (แบบช.พ.ค.21) (ยื่นภายใน 7 วัน นับแต่มีการเปลี่ยนแปลง)
                  2. ใบเสร็จรับเงินหรือหนังสือรับรองการชำระเงินสงเคราะห์ศพ
                  3. สำเนาคำสั่งย้าย หรือโอน (กรณีเป็นข้าราชการหรือลูกจ้างประจำ)
                  4. หนังสือแจ้งของโรงเรียน แจ้งการลาออกของครู (กรณีสมาชิก ช.พ.ค. สังกัด โรงเรียนเอกชน)
ผู้มีสิทธิยื่นเรื่องขอรับเงินค่าจัดการศพ ช.พ.ค.
                  1. คู่สมรส บุตรชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงบุตรนอกสมรสที่บิดารับรองแล้ว และบิดามารดาของสมาชิก ช.พ.ค.
                  2. ผู้อยู่ในอุปการะอย่างบุตร ของสมาชิก ช.พ.ค.
                  3. ผู้อุปการะสมาชิก ช.พ.ค.
                  4. มูลนิธิที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการสงเคราะห์ครุและเพื่อเป็นทุนการศึกษา (กรณีสมาชิกผู้ถึงแก่กรรมระบุให้มูลนิธิเป็นผู้มีสิทธิรับเงิน)
ผู้มีสิทธิยื่นเรื่องขอรับเงินสงเคราะห์ครอบครัว
                  1. คู่สมรส บุตรชอบด้วยกฎหมาย บุตรที่บิดารับรองบุตร บุตรบุญธรรม และบิดามารดาของผู้ถึงแก่กรรมหรือ
                  2. หากไม่มีบุคคลตามข้อ 1 ให้ผู้อยู่ในอุปการะอย่างบุตร เป็นผู้ยื่น
                  3. หากไม่มีบุคคลตามข้อ 1, 2 ให้ผู้อุปการะสมาชิก ช.พ.ค. เป็นผู้ยื่น
                  4. หากผู้ถึงแก่กรรมได้ระบุผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์ครอบครัวไว้แล้ว เงินสงเคราะห์ฯ จะตกแก่ผู้ถูกระบุสิทธิไว้
                  5. กรณีผู้อยู่ในอุปการะอย่างบุตร และ ผู้อุปการะผู้ถึงแก่กรรม เป็นผู้ยื่นขอรับเงินให้ใช้สำเนาทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวข้าราชการของผู้ยื่นขอรับเงินทุกคน

การระบุสิทธิรับเงินสงเคราะห์ครอบครัวสมาชิก ช.พ.ค.
                  สมาชิก ช.พ.ค. ระบุผู้มีสิทธิรับเงินได้เฉพาะผู้ที่ไม่มีคู่สมรส บุตรชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งบุตรนอกสมรสที่บิดารับรองแล้ว และไม่มีบิดามารดา ซึ่งถือว่าเป็นทายาทโดยธรรม ลำดับที่ 1 การระบุอาจระบุบุคคลใดบุคคลหนึ่งต่อไปนี้ ให้เป็นผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์ครอบครัว ช.พ.ค.
                  1. ผู้อยู่ในอุปการะอย่างบุตรของสมาชิก ช.พ.ค.
                  2. ผู้อุปการะสมาชิก ช.พ.ค. การระบุเป็นอย่างอื่น เช่น พี่ น้อง หลาน ญาติ เป็นการแสดงความเกี่ยวข้องที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ ช.พ.ค. และไม่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ตามระเบียบ ช.พ.ค.

การสมัครเป็นสมาชิก ช.พ.ส.

                  ช.พ.ส. หมายถึง การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนสมาชิกคุรุสภากรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม
คุณสมบัติของผู้สมัคร ช.พ.ส.
                  1. เป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของสมาชิกคุรุสภาประเภทสามัญและวิสามัญ ซึ่งมีอายุไม่เกิน 35 ปีบริบูรณ์ (นับถึงวันที่สมัคร)
                  2. เป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของสมาชิกคุรุสภาประเภทสมทบ ที่เป็นข้าราชการและลูกจ้างประจำสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และเทศบาลซึ่งมีอายุไม่เกิน 35 ปี (นับถึงวันที่สมัคร) และได้ดำรงตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี
                  3. เป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของสมาชิกคุรุสภาประเภทสมทบ ที่เป็นลูกจ้าง โรงเรียนเอกชน ต้องปฏิบัติงานในสถานศึกษานั้น ๆ ไม่น้อยกว่า 3 ปี
เอกสารและหลักฐานการสมัคร (จำนวน 2 ชุด)
                  1. ใบสมัครเป็นสมาชิก ช.พ.ส. (ช.พ.ส.1)
                  2. ใบรับรองแพทย์ ช.พ.ส. (ช.พ.ส.2) จำนวน 1 ฉบับ ใบรับรองแพทย์มีผลบังคับใช้ได้ไม่เกิน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่แพทย์ได้ทำการตรวจร่างกาย จนถึงวันยื่นใบสมัคร
                  3. สำเนาทะเบียนสมรส
                  4. สำเนาทะเบียนบ้านของผู้สมัคร และคู่สมรสสมาชิกคุรุสภา
                  5. สำเนาใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อ (ถ้ามี)
                  6. สำเนาสมุดประจำตัวครู
                  7. ค่าสมัคร 50 บาท เงินค่าสมัครล่วงหน้า 600 บาท รวม 650 บาท (เงินค่าสงเคราะห์ล่วงหน้าทางคุรุสภาจะคืนให้ เมื่อพ้นสมาชิกภาพ ช.พ.ส.)
                  8. สำเนาบัตรประจำตัวสมาชิกคุรุสภาตลอดชีพ
                  9. สำเนาบัตรประชาชนของผู้สมัคร และคู่สมรสสมาชิกคุรุสภา
                  10. ประวัติการรักษาโรคของผู้สมัคร (ในแบบฟอร์ม)
การขอรับเงินค่าจัดการศพ
                  เอกสารที่ใช้ยื่นขอรับเงินค่าจัดการศพ
                  1. ใบมรณบัตรของสมาชิก ช.พ.ส. ท่ถึงแก่กรรม หรือคำสั่งศาลกรณีศาลสั่งเป็นคนสาปสูญ
                  2. บัตรประจำตัวสมาชิกคุรุสภาของคู่สมรส สมาชิกช.พ.ส. ประเภทชำระเงินค่าบำรุงสมาชิกคุรุสภาตลอดชีพ หรือบัตรประจำตัวคุรุสภาพร้อมด้วยใบเสร็จรับเงินค่าบำรุงสมาชิกคุรุสภาปีปัจจุบัน
                  3. ใบสำคัญการสมรสของสมาชิก ช.พ.ส.
                  4. บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวข้าราชการของผู้ยื่นหนังสือขอรับเงินค่าจัดการศพ
                  5. สำเนาทะเบียนบ้านของสมาชิกช.พ.ส.ที่ถึงแก่กรรมและของผู้ยื่นหนังสือขอรับเงินค่าจัดการศพ
                  6. ใบเสร็จรับเงินสงเคราะห์รายศพงวดสุดท้าย
                  7. หนังสือรับรองการเป็นผู้จัดการศพตามแบบ ช.พ.ส.29
                  8. สำเนาใบสำคัญการหย่า
                  9. ในกรณีที่ระบุให้กับมูลนิธิเป็นผู้มีสิทธิรับเงินให้นำเฉพาะสำเนาใบสำคัญการจดทะเบียนมูลนิธิ
และเอกสารทางราชการจึงแสดงถึงผู้มีอำนาจกระทำนิติกรรมของมูลนิธิ
                  ในกรณีผู้ยื่นหนังสือขอรับเงินค่าจัดการศพ มิใช่ คู่สมรสของสมาชิก ช.พ.ส. ที่ระบุไว้ในใบสมัครสมาชิก ช.พ.ส. ให้เจ้าอาวาสวัด รองเจ้าอาวาส หรือผู้ช่วยเจ้าอาวาส หรือผู้ดูแลรับผิดชอบสถานที่ประกอบพิธีจัดการศพทางศาสนารับรองว่าผู้นั้นเป็นผู้จัดการศพของผู้ถึงแก่กรรม ผู้นั้นจึงจะมีสิทธิรับเงินสงเคราะห์จัดการศพโดยใช้แบบ ชพส. 29
                  การขอรับเงินค่าจัดการศพ และสงเคราะห์ครอบครัว ช.พ.ส. เมื่อสมาชิก ช.พ.ส. ถึงแก่กรรม ผู้มีสิทธิรับเงินค่าจัดการศพ และสงเคราะห์ครอบครัวคือ คู่สมรสที่เป็นสมาชิกคุรุสภา ในกรณีคู่สมรสที่เป็นสมาชิกคุรุสภาของสมาชิก ช.พ.ส. ถึงแก่กรรมไปก่อน ผู้มีสิทธิรับเงินคือบุตร รวมถึงบุตรบุญธรรมด้วย หากไม่มีบุตรให้จ่ายแก่บิดามารดาของสมาชิกคุรุสภา ที่เป็นคู่สมรสของสมาชิก ช.พ.ส. โดยได้รับส่วนละเท่ากัน (เฉพาะเงินสงเคราะห์ครอบครัว)
กรณีสมาชิกหย่าคู่สมรสแล้ว
                  สามารถขอดำรงสมาชิกภาพสืบต่อไปได้ ทั้งนี้จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขดังนี้
                  1. ให้ผู้ที่พ้นจากสมาชิกภาพ ช.พ.ส. เพราะเหตุหย่าก่อนวันที่ 2 มกราคม 2546 ที่มิได้จดทะเบียน
สมรสกับคู่สมรสเดิม ยื่นคำขอกลับเข้าเป็นสมาชิก พร้อมใบรับรองแพทย์ ประวัติการรักษาโรค เงินค่าสมัคร เงินสงเคราะห์ล่วงหน้า และเงินสงเคราะห์รายศพ ตั้งแต่งวดที่ค้างชำระจนถึงงวดที่ยื่นคำขอกลับตามแบบ
                  2. ให้ผู้ที่พ้นจากสมาชิก ช.พ.ส. เพราะเหตุหย่าก่อนวันที่ 2 มกราคม 2546 และจดทะเบียนสมรสกับคู่สมรสเดิม ยื่นคำขอกลับเข้าเป็นสมาชิก ช.พ.ส. พร้อมใบรับรองแพทย์ ประวัติการรักษาโรค เงินค่าสมัคร เงินสงเคราะห์ล่วงหน้า และเงินสงเคราะห์รายศพตั้งแต่งวดที่ค้างชำระจนถึงงวดที่ยื่นคำขอกลับ โดยไม่ต้องระบุผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์ครอบครัว เพราะผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์ครอบครัวคือคู่สมรสแต่ผู้เดียว
                  3. ผู้ที่พ้นจากสมาชิก ช.พ.ส. เพราะเหตุหย่า ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2546 เป็นต้นไป หากหย่า ณ วันใด ให้ยื่นคำขอดำรงสมาชิกภาพ ช.พ.ส. ภายใน 60 วัน นับแต่วันหย่า เว้นแต่ไม่สามารถยื่นได้ภายใน 60 วันนับแต่วันหย่า หากมีเหตุผลและความจำเป็นคณกรรมการ ช.พ.ส. จะพิจารณาเป็นราย ๆ ไป และให้ยื่นแบบระบุผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์ครอบครัวตามแบบ

การสมัครเป็นสมาชิก ส.พ.ค.

                  ส.พ.ค. หมายถึง สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์เพื่อนครูจังหวัดเชียงใหม
คุณสมบัติของผู้สมัครสมาชิก ส.พ.ค.
                  1. มีอายุไม่เกิน 35 ปี
                  2. ไม่ป่วยเป็นโรคร้ายแรง
หมายเหตุ : คุณสมบัติตามข้อ 1 ยกเว้น บรรจุใหม่ หรือย้าย หรือรับโอนเข้ามาในจังหวัดเชียงใหม่แต่จะต้องสมัครภายใน 6 เดือน

เอกสารประกอบการสมัคร
                  1. ใบสมัคร ส.พ.ค.
                  2. ใบรับรองแพทย์ (ของรัฐหรือเอกชน ก็ได้)
                  3. สำเนาทะเบียนบ้าน
                  4. สำเนาทะเบียนสมรส (กรณีสมัครประเภทสมทบ)
                  5. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
                  6. สำเนาสมุดประจำตัวครู
                  7. เงินค่าสมัคร และเงินสงเคราะห์ล่วงหน้า 350 บาท

การขอรับเงินค่าสงเคราะห์ครอบครัว ส.พ.ค.
                  เมื่อสมาชิกถึงแก่กรรม ครอบครัวของสมาชิกมีสิทธิได้รับการสงเคราะห์ตามระเบียบ ส.พ.ค. แยกเงินสงเคราะห์เป็น 2 ประเภท ได้แก่
                  1. เงินค่าจัดการศพ
                      ผู้มีสิทธิยื่นเรื่อง
                      เมื่อสมาชิกถึงแก่กรรม ให้ทายาทของสมาชิกยื่นเรื่องขอรับเงินค่าจัดการศพ โดยผู้มีสิทธิยื่นเรื่องขอรับเงินจะต้องเรียงตามลำดับ ดังนี้
                          1) คู่สมรส
                          2) บุตร
                          3) บิดา – มารดา
                       หลักฐานประกอบคำขอรับเงินค่าจัดการศพ
                          1. ใบมรณบัตรพร้อมสำเนาใบมรณบัตรของสมาชิก ส.พ.ค.
                          2. ใบทะเบียนสมรส พร้อมสำเนาใบทะเบียนสมรส
                          3. สำเนาทะเบียนบ้านที่ประทับตราว่าตายของสมาชิก
                          4. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ยื่นเรื่องขอรับเงินค่าจัดการศพ
                          5. สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ยื่นเรื่องขอรับเงิน
                  2. เงินค่าสงเคราะห์ครอบครัว
                       ผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์ครอบครัว
                          1) คู่สมรส
                          2) บุตร
                          3) บิดา – มารดา
                       หลักฐานประกอบการขอรับเงินค่าจัดการศพ
                          1. สำเนาใบมรณบัตรสมาชิก สพ.ค.
                          2. สำเนาใบทะเบียนสมรสสมาชิก ส.พ.ค.
                          3. สำเนาทะเบียนบ้านที่ประทับตราว่าตายของสมาชิก ส.พ.ค.
                          4. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของคู่สมรส
                          5. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของบุตร
                          6. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของบิดา – มารดา
                          7. สำเนาทะเบียนบ้านของคู่สมรส
                          8. สำเนาทะเบียนบ้านของบุตร
                          9. สำเนาทะเบียนบ้านของบิดา – มารดา
                          10. สำเนาทะเบียนสมรส
                          11. หลักฐานการถึงแก่กรรมของบิดา – มารดา และบุตร (กรณีบิดา – มารดา และบุตรถึงแก่กรรม )
                          12. สำเนาใบหย่า (กรณีมีการหย่า)

การสมัครเป็นสมาชิก ฌ.ค.ป.

                       ฌ.ค.ป. หมายถึง สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ครูประถมศึกษาจังหวัดเชียงใหม
คุณสมบัติของผู้สมัคร
                       1. เป็นข้าราชการครู หรือครูโรงเรียนเอกชน บุคลากรทางการศึกษา ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการบำนาญ หรือลูกจ้างประจำ ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่ หรือเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของบุคคลดังกล่าว
                       2. เป็นผู้มีความประพฤติดี ไม่เป็นภัยต่อสังคม และยินยอมปฏิบัติตนตามข้อบังคับของสมาคม
                       3. ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ไร้ความสามารถ เสมือนไร้ความสามารถ หรือเป็นบุคคลล้มละลาย
                       4. ไม่เป็นบุคคลที่กำลังป่วยด้วยโรคร้ายแรง หรือใกล้จะตาย
                       5. ไม่เป็นผู้ที่เคยถูกไล่ออกจากสมาชิกภาพของสมาคมนี้
                       6. มีอายุไม่เกิน 45 ปีบริบูรณ์
                       **การพิจารณารับเข้าเป็นสมาชิกจะสมบูรณ์ในวันที่คณะกรรมการ ฌ.ค.ป. อนุมัติเข้าเป็นสมาชิก**
เอกสารประกอบการสมัคร
                       1. ใบสมัคร
                       2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
                       3. สำเนาทะเบียนบ้าน
                       4. ใบรับรองแพทย์
                       5. หนังสือแสดงเจตนาระบุผู้รับเงินสงเคราะห์
                       6. ทะเบียนสมรส (กรณีสมาชิกสมทบ)
                       7. เงินค่าสมัครจำนวน 110 บาท


หมวด 4
การเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
**********
หลักเกณฑ์ในการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
                       1. ต้องเป็นผู้รับใบอนุญาต หรือผู้ดำรงตำแหน่งในโรงเรียนเอกชนตามมาตรา 15(1) หรือ (3) แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2525 ที่จัดการศึกษาตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ มาแล้วเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 8 ปีบริบูรณ์ นับตั้งแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งจนถึงวันก่อนพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาของปีที่เสนอขอพระราชทาน 60 วัน
                       2. สำหรับครูใหญ่หรือครู หากเคยปฏิบัติงานในสถานศึกษาแห่งใดมาก่อนและได้พ้นจากการปฏิบัติงานในสถานศึกษาแห่งนั้นแล้ว แต่ได้รับการบรรจุให้ปฏิบัติงานในสถานศึกษาแห่งใหม่ ภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ได้พ้นจากการปฏิบัติงานในสถานศึกษาแห่งเดิม ก็สามารถนับระยะเวลาที่เคยปฏิบัติงานในสถานศึกษาแห่งเดิมรวมกับระยะเวลาที่ได้ปฏิบัติงานในสถานศึกษาแห่งใหม่ได้

                       ตัวอย่าง
                       นายหนึ่งสอนอยู่ในโรงเรียน ก.มาแล้ว 7 ปี 11 เดือน และได้ลาออกจากโรงเรียน ก. ในวันที่ 1 เมษายน 2547 โดยยังไม่ขอรับเงินทุนเลี้ยงชีพ ต่อมาได้รับการบรรจุในโรงเรียน ข. ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2547 ดังนั้น นายหนึ่งจึงไม่มีสิทธิเสนอขอเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เนื่องจาก ระยะเวลาที่พ้นจากการปฏิบัติงานในสถานศึกษา ก. กับระยะเวลาที่บรรจุในสถานศึกษา ข. ห่างกัน 46 วัน (ในหลักเกณฑ์ระบุว่าต้องห่างกันไม่เกิน 45 วัน) โดยนายหนึ่ง จะต้องเริ่มนับระยะเวลาที่จะเสนอขอรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตั้งแต่ โรงเรียน ข. เป็นต้นไป จะนำเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียน ก. มารวมกันไม่ได
                       3. เสนอขอในชั้นสูงขึ้นตามลำดับจนถึงเกณฑ์สูงสุดของตำแหน่ง โดยเว้นระยะเวลาแต่ละชั้นไม่น้อยกว่า 5 ปี
                       4. เป็นผู้ปฏิบัติงานในหน้าที่มาด้วยความอุตสาหะ ซื่อสัตย์ และเอาใจใส่ต่อหน้าที่เป็นอย่างดี
                       5. เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติตนตามกฎหมาย
                       6. เป็นผู้กระทำความดีความชอบเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ ประชาชน
                       7. เป็นผู้ไม่เคยถูกทำทัณฑ์บนหรือถูกลงโทษจากผู้บังคับบัญชา
                       8. เป็นผู้ไม่เคยต้องโทษ จำคุก โดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่มีสิทธิเสนอขอพระราชทาน
                       1. ผู้จัดการหรือครูใหญ่ มีสิทธิยื่นขอเครื่องราชฯ ตามลำดับชั้นเริ่มต้น ถึงชั้นสูงสุด เรียงตามลำดับ ดังนี้
                          ชั้นเบญจมดิเรกคุณาภรณ์             อักษรย่อ บ.ภ.
                          ชั้นจตุตถดิเรกคุณาภรณ์               อักษรย่อ จ.ภ.
                          ชั้นตติยดิเรกคุณาภรณ์                อักษรย่อ ต.ภ.
                       2. ผู้รับใบอนุญาต มีสิทธิยื่นขอเครื่องราชฯ ตามลำดับชั้นเริ่มต้น ถึงชั้นสูงสุด เรียงตามลำดับดังนี้
                          ชั้นเบญจมดิเรกคุณาภรณ์              อักษรย่อ บ.ภ.
                          ชั้นจตุตถดิเรกคุณาภรณ์               อักษรย่อ จ.ภ.
                          ชั้นตติยดิเรกคุณาภรณ์                 อักษรย่อ ต.ภ.
                       3. ผู้ช่วยผู้จัดการ ผู้ช่วยครูใหญ่ หรือครู มีสิทธิยื่นขอเครื่องราชฯ ตามลำดับชั้นเริ่มต้น ถึงชั้นสูงสุด เรียงตามลำดับดังนี้
                          ชั้นเบญจมดิเรกคุณาภรณ์              อักษรย่อ บ.ภ.
                          ชั้นจตุตถดิเรกคุณาภรณ์                อักษรย่อ จ.ภ.